
ทางเชื่อมนวัตกรรมกับการค้าของประเทศ
บทความหลายฉบับและผู้ใหญ่หลายท่านในปัจจุบันตระหนักดีว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเด็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก ตัวเลขการสำรวจขององค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร เช่น WEF (World Economic Forum) หรือ IMD (International Institute for Management Development) ต่างก็คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือ ความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ที่อันดับใกล้ 30 ไปจนถึง 30 กว่า ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน และปัจจัยที่ประเทศไทยรั้งตำแหน่งเกือบท้าย ก็คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ประเทศไทยรั้งตำแหน่งเกือบท้ายคือ 50 กว่า ตัวอย่างก็คือผลสำรวจของ WEF เมื่อปี ค.ศ. 2014-2015 ที่ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ที่ลำดับ 39 และ 54 ตามลำดับ
บทความหลายฉบับและผู้ใหญ่หลายท่านในปัจจุบันตระหนักดีว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเด็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก ตัวเลขการสำรวจขององค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร เช่น WEF (World Economic Forum) หรือ IMD (International Institute for Management Development) ต่างก็คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือ ความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ที่อันดับใกล้ 30 ไปจนถึง 30 กว่า ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน และปัจจัยที่ประเทศไทยรั้งตำแหน่งเกือบท้าย ก็คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ประเทศไทยรั้งตำแหน่งเกือบท้ายคือ 50 กว่า ตัวอย่างก็คือผลสำรวจของ WEF เมื่อปี ค.ศ.
2014-2015 ที่ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ที่ลำดับ 39 และ 54 ตามลำดับ
แน่นอนว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะมองไม่เห็นว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปัจจัยหนึ่ง หรือถึงแม้จะเห็นความสำคัญก็ไม่สนใจอยู่ดี เพราะผลรับที่ปรากฏให้จับต้องได้นั้น ช้า ไม่ตอบสนองทางการเมือง งบประมาณที่รัฐบาลในสมัยที่ผ่านมาจัดให้กับสาขานี้จึงมีเพียง 0.2% ของ GDP แถมการสนับสนุนอื่นๆ ก็กะพร่องกะแพร่งขัดขา
ตัวเอง เช่น แรงจูงใจด้านภาษีอากรที่ให้แก่บริษัทที่ทำการวิจัยก็ล่าช้า มีขั้นตอนมาก ตรวจสอบกันละเอียดยิบ จนมีบริษัทที่สนใจยอมผ่านขั้นตอนความยุ่งยากน้อยมาก ความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเช่น สิทธิบัตร ก็ยังเป็นปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถพัฒนาผลงานวิจัยจนไปสู่ตลาดได้ แรงจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่มาลงทุนในเรื่องการวิจัยและพัฒนาก็ไม่มี
แต่อย่างที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ข้างต้นว่า ปัจจุบันเชื่อว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแล้ว เห็นได้จากงบประมาณที่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจาก 0.2% ของ GDP เป็น 1% และ 2% ของ GDP ตามลำดับ นอกจากนี้ ก็ยังมีนโยบายสนับสนุนและให้แรงจูงใจต่างๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งหากเป็นไปตามที่วางนโยบายไว้ โดยไม่ถูกขัดขาจากหน่วยปฏิบัติเสียก่อนจนโครงการให้แรงจูงใจต่างๆ ต้องง่อยเปลี้ยเสียขาไป เศรษฐกิจของประเทศไทยก็น่าจะมีหวังว่าจะก้าวกระโดดไปทันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วยแรงขับเคลื่อนของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ที่สำคัญคือ เมื่อเห็นว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว ในการบริหารประเทศก็ต้องโยงเข้ากับบริบทของการค้าให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยไว้ในบริบทของสังคมเพียงสาขาเดียว (Sector) สังคมนั้นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือคุณภาพชีวิต แต่ถ้าพิจารณาจากวิวัฒนาการของเศรษฐกิจโลก หรือแม้แต่ประเทศไทยเองในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ข้าว ไม้สัก และต่อมาก็ปรับเป็นสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น(Labour intensive) เช่น สิ่งทอ และต่อมาจนถึงปัจจุบัน ก็กำลังจะปรับไปสู่สินค้าที่ต้องใช้ปัจจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น เราเคยประกาศจะเป็น Knowledge based economy แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน ด้วยปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น น่าเสียดายที่รองนายกฯ ปรีดิยาธร ประกาศนโยบายให้ไทยเป็นเพียง Digital Economy ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เท่านั้น น่าจะประกาศให้ไทยเป็น Science technology and innovation economy เสียเลย จะได้ก้าวกระโดดกันแน่ๆ
อย่างไรก็ตาม หันกลับมาดูปัญหาที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับการค้าของประเทศได้ดีกว่า ว่าจะมีทางแก้อย่างไร ผู้เขียนใช้คำว่าการค้าของประเทศ เนื่องจากว่าความพยายามที่จะทำให้ผลงานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมสามารถคืบคลานไปจนถึงขายได้ในตลาดนั้นมีอยู่ ที่เรียกกันว่า Commercialization กล่าวคือ มีความพยายามแก้ไขปัญหากันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ให้ผลงานวิจัยขึ้นหิ้ง หรือวิจัยออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ก็เป็นความพยายามของผู้ที่อยู่ในวงการเดียวกัน คือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถมส่วนใหญ่ก็เป็นอาจารย์และนักวิชาการ ซึ่งถึงแม้จะมีกรณีที่ประสบความสำเร็จ (Success case) อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในยามที่ประสบภาวะวิกฤต
หรืออาจจะมีบ้างก็ได้ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถทำให้ปรากฏ เพราะขาดการเชื่อมโยงระหว่างการค้าของประเทศกับผลงานการวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกตัวอย่างเช่น นักวิจัยไทยสามารถผลิตยาปิดแผลห้ามเลือดหลังการผ่าตัดจากข้าวได้สำเร็จ มีการผลิตและนำออกขายแล้ว นอกจากนี้ยังมีการผลิตแป้งเด็กจากข้าว ที่คุณภาพดีกว่าแป้งเด็กที่ทำจากทัลคัม และนำออกขายแล้ว แถมในกรณีของยาปิดแผลนี้ใช้ข้าวคุณภาพอย่างไรก็ได้ เพราะต้องไปผ่านกรรมวิธีอีก ถามว่าการผลิตทั้งสองนี้ใช้ข้าวกี่ร้อยตัน ถึงพันตันไหม ก็ไม่น่าจะถึง แล้วถ้าให้เป็นการจัดซื้อของรัฐบาลล่ะ ถ้าคุณภาพดีมากให้ขายโรงพยาบาลทั้งหมดของรัฐได้ไหม จะขยายกำลังการผลิตทันไหม ถ้าทันและทำได้ก็จะเป็นการดูดซับอุปทานข้าวส่วนเกินที่อยู่ในสต๊อกเวลานี้ได้ และทำให้เห็นว่าการวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจะมีผล (Impact) ต่อเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด แต่ใครจะเป็นคนต่อเชื่อมช่องว่างนี้? ทั้งๆ ที่แนวคิดให้รัฐบาลเป็นผู้ซื้อ (Government Procurement) นั้นมีอยู่แล้ว และหลายประเทศเขาก็ทำกัน แต่ขณะนี้ยังมุ่งไปที่เมกะโปรเจกต์ เช่น รถไฟทางคู่ เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยลืมไปว่า การจัดซื้อของรัฐอาจนำมาแก้ปัญหาได้หลายเรื่อง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาว่า หน่วยงานไหนจะเป็นผู้เชื่อมต่อช่องว่างนี้ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ถ้ายังมองหาหน่วยงานที่จะมาทำหน้าที่เชื่อมต่อช่องว่างนี้ไม่เจอ กระทรวงพาณิชย์นั่นแหละที่ควรจะเป็นผู้ดำเนินการ จะได้มีช่องทางออกใหม่ๆ ไม่ใช่จะใช้แต่วิธีดั้งเดิมคือ ขายข้าวเป็นข้าวอย่างเดียว โดยเฉพาะข้าวเก่าข้าวคุณภาพไม่ดี ไม่งั้นคงไปไม่รอดแน่ๆ







