
ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลที่เป็นที่พึ่งของประชาชน (1)
การวิเคราะห์ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลหรือไม่ ต้องมีหลักวิชาการที่วิเคราะห์ประกอบด้วยความสำคัญและจำเป็นขององค์กร รูปแบบองค์กรที่เหมาะสมกับประเทศไทยและสถานภาพขององค์กร ดังนี้
การวิเคราะห์ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลหรือไม่ ต้องมีหลักวิชาการที่วิเคราะห์ประกอบด้วยความสำคัญและจำเป็นขององค์กร รูปแบบองค์กรที่เหมาะสมกับประเทศไทยและสถานภาพขององค์กร ดังนี้
1.ความสำคัญและความจำเป็นต้องมีองค์กรตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ในทางทฤษฎี ตามหลักกฎหมายมหาชนได้แบ่งหลักความเป็นสูงสุดออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรก หลักความเป็นสูงสุดของรัฐสภา (The Supremacy of Parliament หรือ The Parliamentary Sovereignty) และหลักความเป็นสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (The Supremacy of the Constitution)
สำหรับประเทศไทยได้ยึดหลักความเป็นสูงสุดของรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกจนถึงปัจจุบัน เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 มาตรา 61 เป็นต้น ด้วยความสำคัญของหลักความเป็นสูงสุดของรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบและองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ระบบตรวจสอบและองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบดังกล่าวของแต่ละประเทศมีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพการเมือง สังคม และประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมการเมืองของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ
2.รูปแบบองค์กรตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่เหมาะสมกับประเทศไทย
2.1 เมื่อพิจารณาในด้านลักษณะขององค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายทั่วโลกแล้ว แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะใหญ่ๆ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และรูปแบบอื่นๆ ดังนี้
1) ลักษณะองค์กรที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญมีจำนวนมากที่สุดโดยส่วนมากถูกจัดตั้งขึ้นในประเทศที่ใช้ระบบ Civil Law มีลักษณะเป็นศาลพิเศษที่ทำหน้าที่วินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ เช่น Austria และ Germany เป็นต้น
2) ลักษณะองค์กรที่เป็นศาลยุติธรรม มีจำนวนรองลงมาโดยส่วนมากถูกจัดตั้งขึ้นในประเทศที่ใช้ระบบ Common Law เช่น U.S.A. และ Denmark เป็นต้น
3) ลักษณะองค์กรที่เป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เช่น France และ Mozambique เป็นต้น
4) ลักษณะรูปแบบอื่นๆ โดยให้รัฐสภาหรือคณะกรรมาธิการของรัฐสภามีหน้าที่วินิจฉัย เช่น Finland และ Congo เป็นต้น
2.2 สำหรับประเทศไทยได้มีพัฒนาการขององค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาแล้วทั้งสี่ลักษณะตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้มีรูปแบบขององค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายมาครบทุกรูปแบบที่นานาประเทศมี ประเด็นจึงมีอยู่ว่า รูปแบบลักษณะใดที่เหมาะสมกับประเทศไทย สามารถวิเคราะห์ได้ ดังนี้
1.สถานะขององค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัย กล่าวคือ องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายต้องมีลักษณะสำคัญ คือ ความมีอิสระ และความมั่นคงและมีความเป็นสถาบัน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1) หลักความมีอิสระ หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองการใช้อำนาจ ตุลาการให้ปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาอาจแบ่งได้เป็น 3 ประการ
(1) ความอิสระของการทำหน้าที่ในทางตุลาการ หมายความว่า ผู้พิพากษามีอิสระในการทำหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐองค์กรอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม
(2) ความอิสระในทางองค์กร หมายความว่า ผู้พิพากษาต้องไม่อยู่ในลักษณะของความสัมพันธ์ที่อยู่ใต้อำนาจขององค์กรอื่นไม่ว่าจะโดยในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายก็ตาม
(3) ความอิสระในทางส่วนบุคคล หมายความว่า การโยกย้ายผู้พิพากษาไม่อาจกระทำได้หากเป็นการขัดความประสงค์ของผู้พิพากษา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นคงต่อความอิสระของการทำหน้าที่ในทางตุลาการ
2) ความมั่นคงและมีความเป็นสถาบัน องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย แยกพิจารณาได้ 2 ประเด็น คือ ประการแรก ผู้ทำหน้าที่ต้องมีความมั่นคงในการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือ มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งที่ยาวนานพอสมควร ประการที่สอง องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายต้องมีความเป็นสถาบัน กล่าวคือ มีสถานที่ตั้งอย่างเป็นถาวรเป็นทางการ มีบุคลากรช่วยเหลือในการปฏิบัติหน้าที่ มีหน่วยธุรการที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่โดยมีอิสระในการบริหารแผนงาน การบริหารงานบุคคล การงบประมาณและการดำเนินงานอื่นๆ และมีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
3) ความสอดคล้องกับสภาพการเมือง สังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทย กล่าวคือ จากพัฒนาการประสบการณ์ที่ผ่านมาของประเทศไทย เริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 มาตรา 62 บัญญัติว่า ท่านว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง รัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ในขณะนั้นได้ตราพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488 ขึ้น เพื่อลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำการตามที่กฎหมายนี้ถือเป็นอาชญากรสงคราม ไม่ว่าการกระทำนั้นจะได้กระทำไปก่อนหรือหลังวันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับก็ตาม
เมื่อมีการจับกุมบุคคลผู้กระทำความผิดฟ้องร้องต่อศาล ศาลฎีกาได้ตัดสินตามคำพิพากษาที่ 1/2489 ลงวันที่ 23 มี.ค. 2489 ว่า พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488 เพราะที่ลงโทษการกระทำก่อนวันใช้กฎหมายนี้เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นโมฆะ
(โปรดติดตามอ่านตอน 2 ในวันพรุ่งนี้)







