posttoday
‘พักหนี้’ คืนความสุขเกษตรกรต่ออายุรัฐบาล

‘พักหนี้’ คืนความสุขเกษตรกรต่ออายุรัฐบาล

19 พฤศจิกายน 2557

การประกาศเป็นศัตรุูกับนโยบายประชานิยมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

การประกาศเป็นศัตรุูกับนโยบายประชานิยมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อเข้ามาปฏิรูปประเทศไทย เริ่มไร้มนต์ขลังที่จะเรียกความนิยมจากประชาชน เพราะนโยบายหลายประการที่ได้ทำมาเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับที่พูดแทบทั้งสิ้น

ตัวอย่างนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการและถูกมองว่าไม่แตกต่างกับประชานิยมที่ทำโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น การยืมเงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เอามาจ่ายชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ใช้เงินไป 4 หมื่นล้านบาท ตามด้วยการสั่งจ่ายเงินให้ชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท 8.2 แสนครัวเรือน วงเงิน 8,200 ล้านบาท

ยังมีการประกาศขึ้นเงินเดือนข้าราชการ แต่ทำไม่ทันในสิ้นปีนี้ ต้องเลื่อนไปต้นปี 2558 การเพิ่มเงินเบี้ยเลี้ยงให้แก่ข้าราชการที่มีเงินเดือนต่ำ เป็นต้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก็เปิดเผยว่าได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปศึกษาหาทางพักหนี้เกษตรกรรอบใหม่ ให้เตรียมเปิดลงทะเบียนเกษตรกรที่เป็นหนี้ ธ.ก.ส. และสถาบันการเงินอื่น รวมถึงหนี้กับสหกรณ์การเกษตร เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เป็นระบบต่อไป

สิ่งที่จะตามมาจากโครงการพักหนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ ภาระต่องบประมาณแผ่นดินที่จะมากหรือน้อย ยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ก็ต้องรอดูการปิดบัญชีเมื่อโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นสิ้นสุดลง

ผู้สร้างตำนานการพักหนี้ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ประกาศพักหนี้เกษตรกรรายละไม่เกิน 1 แสนบาท เป็นเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2544-2547 ครั้งนั้นมีลูกค้า ธ.ก.ส.กว่า 70% หรือกว่า 3 ล้านครัวเรือน

ต่อมารัฐบาลของ สมัคร สุนทรเวช ช่วงปี 2551-2553 ก็มีการพักหนี้ จนมาในสมัยของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ก็ชูเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน เกษตรกร คนยากจน และครู เลี่ยงใช้ชื่อว่าโครงการ “หมอหนี้” แทนการพักหนี้ แต่วิธีการคล้ายกันคือลดดอกเบี้ย 3% ให้กับสมาชิกสถาบันเกษตรกรและมีหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท

และในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ เมื่อปี 2555 ก็ฟื้นชีพโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า 5 แสนบาท ในธนาคารรัฐ 6 แห่ง มีคนผ่านเกณฑ์กว่า 4.28 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 5.23 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังให้รางวัลลูกหนี้ที่มีสถานะหนี้ปกติ ที่มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ก่อนวันที่ 24 เม.ย. 2555 ในธนาคารรัฐ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย 3.75 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 4.59 แสนล้านบาท โดยต้องไม่เป็นหนี้บ้าน หนี้บัตร สินเชื่อเช่าซื้อ/ลีสซิ่ง หนี้ของผู้มีรายได้ประจำ และต้องไม่เป็นลูกหนี้ที่ได้รับการลดดอกเบี้ยหรือได้รับดอกเบี้ยกรณีพิเศษตามข้อตกลงของธนาคารรัฐมาก่อน โดยให้เลือกพักเงินต้น หรือลดดอกเบี้ยได้ 3% ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี (ระหว่างวันที่ 1 ก.ย. 2555-31 ส.ค. 2558)

โครงการพักหนี้ในหลายรัฐบาลสะสมกันมา สร้างภาระต่องบประมาณที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแทนในช่วง 3 ปี เป็นเงิน 2.25 หมื่นล้านบาท หรือตกปีละ 7,500 ล้านบาท เพื่อนำมาชดเชยดอกเบี้ย 1.5% ให้กับธนาคารของรัฐทั้งสี่แห่ง ส่วนดอกเบี้ยอีก 1.5% ผลักภาระให้ธนาคารของรัฐทั้งสี่แห่งแบ่งรับไป และคนที่หนักที่สุด ธ.ก.ส. เพราะมีลูกหนี้กว่า 2.94 ล้านราย หรือ 80% ของลูกหนี้ทั้งหมด มาขอเข้าโครงการนี้ คิดเป็นมูลหนี้กว่า 3.96 แสนล้านบาท

ในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เตรียมพักหนี้เกษตรกร โดย ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตรวจสอบจำนวนหนี้สินของเกษตรกรที่กู้ยืมจากสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งกองทุนต่างๆ 13 กองทุนของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสรุปตัวเลขหนี้

จากการตรวจสอบพบว่า หนี้สินเกษตรกรในระบบมี 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการกู้เงินจาก ธ.ก.ส. 1.1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 3.9 หมื่นล้านบาท หรือ 4% หนี้จากสถาบันเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตรอื่นๆ วงเงิน 1.18 แสนล้านบาท เป็นเอ็นพีแอลถึง 22% หนี้จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 7.9 หมื่นล้านบาท เป็นเอ็นพีแอล 3.5% หนี้จากกองทุนต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ 9,000 ล้านบาท เป็นเอ็นพีแอล 42% และหนี้ธนาคารพาณิชย์ 1.2 แสนล้านบาท เป็นเอ็นพีแอล 4%

ชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมพักหนี้ให้สมาชิกสหกรณ์ที่มียอดหนี้สินคงค้างต่ำกว่า 5 แสนบาท จำนวนกว่า 6 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ 6.38 หมื่นล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2556-2558 ซึ่งรัฐบาลชดเชยทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย 4% พร้อมกับจ่ายเงินอุดหนุนประกอบอาชีพในวงเงินรวม 3,684 ล้านบาท

จะเห็นว่าทุกรัฐบาลหนีไม่พ้นการแก้ปัญหาระยะสั้น ด้วยการใช้วิธีการพักหนี้และลดดอกเบี้ยเพื่อยื้อเวลา ลดแรงต่อต้านจากเกษตรกร หากโจทย์ครั้งนี้คือการแก้หนี้เกษตรกรทั้งระบบที่ 1.5 ล้านล้านบาท ถือว่ามหาศาล เกินกำลังที่จะเอา ธ.ก.ส.มาพยุงช่วยไว้ได้ เพราะภาระเก่าที่เกิดจากรัฐบาลชุดก่อนที่ใช้ ธ.ก.ส.ทำโครงการพยุงราคาสินค้าเกษตรตั้งแต่ปี 2544-2554 ก็เป็นเงินกว่า 8-9 หมื่นล้านบาท และยังต้องเอาสภาพคล่องตัวเองมาอุ้มโครงการรับจำนำข้าวช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีก 2 แสนล้านบาท จากเงินที่ใช้ไปทั้งหมดในโครงการกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีผลขาดทุนไม่น้อยกว่า 6-7 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การออกมาส่งสัญญาณพักหนี้ของรัฐบาลกลายเป็นส่งผลเสียให้ ธ.ก.ส. เนื่องจากขณะนี้เริ่มมีเกษตรกรบางส่วนเตรียมตัวชักดาบไม่จ่ายหนี้กันแล้ว

จะเห็นว่าการเดินหน้าโครงการประชานิยมล้วนสร้างภาระทางการเงินให้กับงบประมาณแผ่นดิน และเป็นหนี้ที่ค้างชำระในพอร์ตสินเชื่อของ ธ.ก.ส.มากขึ้นทุกปี มีลูกหนี้ที่รอการชดใช้ในโครงการนโยบายรัฐบาลเพิ่มเป็นดินพอกหางหมูกว่า 3 แสนล้านบาท โดยที่ปัญหาหนี้สินภาคเกษตรกรกลับไม่ถูกแก้กันระยะยาวด้วยการปรับโครงสร้างภาคเกษตรเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และลดรายจ่าย เพิ่มรายได้อย่างที่พูดกันมานานเสียที

สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า การทำโครงการพักหนี้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มีต้นทุนไม่แพง แต่ได้ฐานเสียงมาก ถือว่าคุ้มสำหรับคนที่เป็นรัฐบาล

ด้าน สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะออกมาพักหนี้อีก เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว และยังสร้างนิสัยไม่ดีให้กับเกษตรกร ทำให้ไม่รู้จักการออม และเห็นว่ารัฐบาลกำลังเดินมาผิดทาง ที่ไม่เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและพม่ากำลังปรับปรุงคุณภาพข้าวหอมมะลิเพื่อมาแข่งขันเทียบชั้นกับไทย และอาจจะทำให้ราคาข้าวไทยตกลงไปเรื่อยๆ จนรัฐบาลไม่มีเงินมากพอที่จะมาอุ้มชาวนาต่อไปได้อีก

ขณะที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การแก้หนี้ไม่สามารถทำได้สำเร็จด้วยการก่อหนี้อีกก้อนหนึ่งเพื่อมาแก้หนี้เก่า ทางรอดของการแก้หนี้คือการหารายได้เพื่อเอาชนะความยากจน และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลนี้ต้องทำเพื่อพิสูจน์ผลงานตัวเองว่าจะไม่เป็นผู้สร้างภาระหนี้สินด้วยการทำโครงการประชานิยมไว้เป็นมรดกหนี้ให้ลูกหลานรุ่นต่อไปอีก

การประกาศพักหนี้ที่รัฐบาลระบุว่าดำเนินการเพื่อคืนความสุขให้ประชาชนไม่ใช่โครงการประชานิยม อาจมองได้หลายมิติ แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่มองในมิติอื่น นอกจากเห็นว่ารัฐบาลหวังผลทางด้านคะแนนนิยม ลดกระแสต่อต้านที่ยังมีคลื่นใต้น้ำ และอาจจะเลยเถิดไปเป็นการคิดจะอยู่บริหารประเทศนานเกินกว่าที่กำหนดไว้ในโรดแมปว่าจะอยู่บริหารประเทศอีก 1 ปีเท่านั้นก็เป็นไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท