
ดันขอนแก่น...ศูนย์กลางเออีซี
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
พื้นที่ภาคอีสานยังคงเป็นทำเลทองสำหรับการพัฒนาเมืองรับประชาคมอาเซียน ก่อนจะเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ซึ่งถูกจัดวางในฐานะศูนย์กลางของภาคอีสาน และการเป็นพื้นที่กึ่งกลางของภูมิภาคระหว่างลาว กัมพูชา และไทย
คำถามสำคัญก็คือ ในภูมิภาคที่หัวเมืองใหญ่กำลังแข่งกันโต และแย่งกันเป็นเบอร์ 1 เพื่อรองรับเออีซี ขอนแก่นมีจุดเด่นที่เหนือกว่าพื้นที่อื่นอย่างไร
ธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น บอกว่า จุดเด่นของขอนแก่นคือความร่วมมือกันของการเมืองท้องถิ่น เอกชน และภาควิชาการ เพื่อออกแบบผังเมืองซึ่งรองรับการเติบโตให้มากที่สุด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ดีที่สุดในภาคอีสาน อย่างการสร้างรถเมล์ด่วนบีอาร์ทีในแนวถนนมิตรภาพไปสิ้นสุดที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการขยายตัวของเมือง รวมระยะทาง 20 กิโลเมตร มูลค่า 1,400 ล้านบาท โดยมีนักลงทุนต่างชาติเสนอตัวเข้ามาร่วมลงทุนร่วมกับเทศบาลแล้ว นอกจากนี้ยังเตรียมโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TransitOriented Development) หรือ TOD โดยเฉพาะบริเวณรอบสถานีรถไฟขอนแก่น ซึ่งรถไฟธรรมดากำลังจะเปลี่ยนเป็นรถไฟทางคู่ และยกระดับรางรถไฟขึ้นสูงเหนือแนวถนนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ เทศบาลนครขอนแก่นได้เตรียมพัฒนาทั้งศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่สาธารณะซึ่งอยู่รายล้อมสถานีรถไฟ ให้เป็นจุดศูนย์กลางแห่งใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เพราะขอนแก่นได้ร่วมมือจากทั้งภาควิชาการ เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมถึงสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย เพื่อศึกษาการจัดการเมืองรองรับเออีซี ส่วนเรื่องงบประมาณกำลังอยู่ระหว่างจัดตั้งบริษัท ขอนแก่น ทิงก์ แทงก์ ซึ่งเป็นบริษัทของเทศบาล รูปแบบเดียวกับบริษัท กรุงเทพธนาคม โดยเทศบาลเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเอง ร่วมกับนักธุรกิจรายใหญ่ในขอนแก่นอีก 17 ราย
ขณะที่ ธราวุฒิ บุญเหลือ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บอกว่า จุดแข็งที่สุดของขอนแก่น คือ เป็นกึ่งกลางระหว่างกากบาทของทิศตะวันตก ตะวันออก เหนือ และใต้ของไทย และของประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงสามารถทะลุไปยังเวียดนามและจีนได้สะดวกที่สุด
“ถนนหนทางและระบบรถไฟ ทำให้การขนส่งทุกอย่างต้องผ่านตรงนี้หมด และผังเมืองขอนแก่นยังพัฒนาได้อีกมาก โดยเฉพาะทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งขณะนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่เกษตร หากมีการจัดการโดยเทศบาล ภาควิชาการ และภาคเอกชน วางแผนกันอย่างใกล้ชิด เมืองขอนแก่นก็จะพัฒนาอย่างมีทิศทางมากขึ้น ซึ่งโมเดลการรวมตัวขณะนี้ก็เข้มแข็งมากอยู่แล้ว หากจังหวัดอื่นใช้โมเดลนี้รวมตัว ทุกเมืองก็จะมีศักยภาพรองรับเออีซีได้แน่นอน” คณบดีสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งความหวัง
ด้าน ภราเดช พยัฆวิเชียร นายกสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย กล่าวว่า อีสานเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุด และสามารถพัฒนาได้มากที่สุด โดยเฉพาะในวันที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเมืองรองในภูมิภาค มีขนาดประชากรและมูลค่าทางเศรษฐกิจห่างกันหลายสิบเท่า เพราะฉะนั้นการพัฒนาเมืองใหญ่ในภาคอีสานจะทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ทางการเมืองการปกครองเปลี่ยนไป ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ภราเดช แสดงความเป็นห่วงว่า หากแต่ละเมืองเน้นแต่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้มองว่าจะเชื่อมโยงกันอย่างไร เพราะแต่ละเมืองในภาคอีสานมีจุดเด่นในตัวเองที่แตกต่างกัน หากแข่งกันโตโดยไร้ความเชื่อมโยง สุดท้ายก็อาจกลายเป็นความล้มเหลวของการพัฒนา
“ที่ต้องระวังให้มาก คือ ในช่วงการเปิดเออีซีจะมีการสร้าง ‘ความต้องการเทียม’ หรือดีมานด์เทียมขึ้นมาให้เมืองขอนแก่นหวือหวาเกินความเป็นจริง เพื่อเก็งกำไรที่ดินหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่น แล้วพอนักลงทุนเข้าไปมากๆ โดยที่การพัฒนาไม่เกิดขึ้นจริง ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ประสบความสำเร็จสูง เพราะฉะนั้นถ้ามาคุยกันในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ สังคม ให้ชัดเจน รูปแบบการใช้พื้นที่ก็จะมีกรอบมากขึ้น และเอกชนก็จะได้รับการชี้นำที่ถูกต้อง ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้วยตัวเอง หากสุดท้ายนโยบายเปลี่ยนทิศไปมาเหมือนหลายโครงการในอดีต” ภราเดช ระบุ







