posttoday
อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไทยๆ

อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไทยๆ

08 มิถุนายน 2553

....นายศาสตรา

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งล่าสุด สะท้อนลักษณะทั่วไปและลักษณะที่เป็นแบบไทยๆ หลายประการ

ลักษณะทั่วไปที่เป็นแบบแผนของการเมืองในระบบรัฐสภา (Parliamentary System) คือกฎกติกาที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการอภิปรายที่เพิ่งผ่านไปนี้ เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ซึ่งกำหนดให้ต้องมีสมาชิกสภาเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 และ 1 ใน 6 ตามลำดับ

เงื่อนไขสำคัญที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ คือ เมื่อมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกฯ จะยุบสภามิได้ และการลงมติมิให้กระทำในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุด ทั้งนี้รัฐธรรมนูญกำหนดให้มติไม่ไว้วางใจจะต้องมีเสียงข้างมากแบบเกือบเด็ดขาด มิใช่เพียงเสียงข้างมากธรรมดา (Simple Majority) นั่นคือ “มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร”

สำหรับลักษณะที่เป็นแบบไทยๆ ของการไม่ไว้วางใจคราวนี้ มีหลายประการ

ประการแรก จังหวะเวลาของการยื่นอภิปราย ฝ่ายค้านมีท่าทีจะขอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจมาเป็นแรมเดือนแล้ว แต่เพิ่งมายื่นหลังจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช. สลายไปแล้ว เป็นการฟ้องตัวเองว่าฝ่ายค้านและกลุ่ม นปช. ทำงานประสานกัน เพราะข้อเรียกร้องของกลุ่ม นปช. คือให้นายกฯ ยุบสภาทันที ถ้ายื่นอภิปรายในระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ย่อมทำให้นายกฯ ยุบสภาไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญห้ามไว้

ประการที่สอง เนื้อหาของการอภิปรายคราวนี้ ฝ่ายค้านมุ่งเน้นโจมตีเรื่องการสลายการชุมนุมมากกว่ามุ่งควบคุมการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน เห็นได้จากเนื้อหาหลักของญัตติ ที่มิได้กล่าวถึงเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน และไม่มีการขอยื่นถอดถอนนายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายต่อประธานวุฒิสภาเสียก่อน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 เป็นการตอกย้ำว่าฝ่ายค้านมุ่งใช้เวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสานต่อภารกิจของการชุมนุม นั่นคือ การอภิปรายโจมตีรัฐบาลว่าปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มาชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธตามสิทธิที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการยืนยันสถานะความเป็นหนึ่งใน “แก้วสามประการ” ตามที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง พูดไว้

ประการที่สาม บุคคลสำคัญที่เป็นที่จับตาของการอภิปรายในครั้งนี้ คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของกลุ่ม นปช. ซึ่งได้เข้าไปมอบตัวต่อดีเอสไอ ในข้อหา “ผู้ก่อการร้าย” แล้ว แต่ยังมีเอกสิทธิ์ในฐานะที่เป็น สส.สัดส่วน ตำรวจไม่สามารถจับกุมตัวไปดำเนินคดีระหว่างสมัยประชุม และประธานสภาผู้แทนราษฎรก็อนุญาตให้นายจตุพรอภิปรายได้เต็มที่ โดย “ไม่จำกัดเวลา” เพราะได้รับสิทธิจากฝ่ายค้าน ทั้งๆ ที่ สส. ประชาธิปัตย์คือ ประท้วงว่า นายจตุพร น่าจะขาดจากความเป็น สส. แล้ว เพราะขาดประชุมสภาติดต่อกันเกินกว่าที่กำหนดไว้ โดยผู้ทำหน้าที่ประธานสภาในขณะนั้นคือ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ซึ่งก็กำลังถูกยื่นถอดถอนเนื่องจากไปขึ้นเวทีเสื้อแดง อธิบายว่านายจตุพรยังไม่ขาดจากสมาชิกภาพ เพราะจะต้องไปผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการจรรยาบรรณของสภาก่อน

อันที่จริงถ้าฝ่ายรัฐบาลจะขัดขวางมิให้นายจตุพรอภิปราย ก็สามารถกระทำได้ โดยเร่งรัดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ขอตัวมา แล้วใช้เสียงข้างมากในสภาลงมติไม่คุ้มครองเอกสิทธิ์ แต่ถ้ากระทำเช่นนั้นก็จะเป็นการละเมิดต่อประเพณีปฏิบัติของสภาที่ไม่เคยขอให้มีการดำเนินคดีกับ สส. ในระหว่างสมัยประชุมสภา ถ้าฝืนกระทำก็จะเป็นการให้ความสำคัญแก่นายจตุพรเกินสมควร และฝ่ายรัฐบาลน่าจะมีความมั่นใจว่า แม้นายจตุพรจะพูดอะไร ก็ดิสเครดิตรัฐบาลไม่ได้

การเปิดให้นายจตุพรพูด กลับเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ชี้แจง และเป็นการรับรองสิทธิของบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 39 ที่บัญญัติว่า “ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด”

ประการที่สี่ วาทกรรมการอภิปรายในสภาครั้งนี้ ไม่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่ยังน่าเบื่อหน่ายจากการประท้วงกันไปมา และยังมากมายไปด้วยลักษณะของ“วจีทุจริต” ทั้งมุสาวาท ในลักษณะของการโกหกดื้อๆ หรือการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว (Half Truth) และการกล่าวผรุสวาท ตลอดจนการแสดงตน เป็นเสมือน “ปากเสียงปีศาจ” (Devil’s Advocate) ซึ่งไม่สามารถจะเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนหรือเยาวชนได้

ประการที่ห้า แม้นายกฯ จะมีความน่าเชื่อถือในความซื่อสัตย์สุจริต แต่คงปฏิเสธได้ยากว่ารัฐบาลชุดนี้ก็มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้น้อยไปกว่ารัฐบาลชุดอื่นๆ แต่เพราะความอ่อนแอของฝ่ายค้านที่มุ่งความสนใจทำงานรับลูกกับกลุ่ม นปช. มากกว่า ทำให้ไม่สามารถเปิดแผลรัฐบาลได้หนักแน่นเท่าที่ควร การมุ่งสนใจแต่เรื่องการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เป็นหลัก ทำให้เกิดกรณีที่ไม่น่าจะเกิด คือ ไม่ได้อภิปรายนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง

ประการที่หก ผลอันสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ กลับไปปรากฏที่การลงมติไว้วางใจไม่ไว้วางใจ ในวันรุ่งขึ้น ที่ปรากฏภาพ “งูเห่า” ทั้งในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน จนต้องนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีในที่สุด เพราะรัฐมนตรีคนสำคัญของภูมิใจไทยถูก “ตบหน้า” จากบางส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่กลับลงมติไม่ไว้วางใจ

ชัดเจนว่า การอภิปรายกับการลงมติเป็นคนละเรื่องกัน และเงินยังเป็นปัจจัยหลักในการเลือกข้าง ผู้ที่ลงมติตามผลการอภิปรายดูเหมือนจะมีอยู่เพียงคนเดียว คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งมีบทบาทเสมือน “ก้อนกรวดในรองเท้า” ก้อนเล็กๆ ของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี