
"ประยุทธ์"นั่งหัวโต๊ะ ถกผู้ว่าฯอีสาน แก้ภัยแล้ง
นายกรัฐมนตรี ประชุมผู้ว่าฯและส่วนราชการ 20 จังหวัดภาคอีสาน แก้ภัยแล้ง บอก อยากเห็นรอยยิ้มของประชาชน
นายกรัฐมนตรี ประชุมผู้ว่าฯและส่วนราชการ 20 จังหวัดภาคอีสาน แก้ภัยแล้ง บอก อยากเห็นรอยยิ้มของประชาชน
ที่ขอนแก่น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมผู้ว่าราชการและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 20 จังหวัด เพื่อติดตามการปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาล และเตรียมการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยแล้ง พร้อมรับฟังการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม โดยมีผู้ว่าราชการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
ด้านนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวรายงานการคาดการณ์ภัยแล้งและการเตรียมรับสถานการณ์ตอนหนึ่งว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งไว้ 3เรื่องคือ 1. การตรวจสอบและชี้เป้าหมายหมู่บ้านที่จะประสบภัยแล้งและมีความรุนแรง ซึ่งจากการตรวจสอบคาดว่ามีหมู่บ้านประสบปัญหาภัยแล้ง ประมาณ 9,535 หมู่บ้าน คิดเป็น 12.72% โดยมีตัวชี้วัดคือปริมาณน้ำฝนสะสมเฉลี่ยปี 2557 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี
2.การเตรียมความพร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ เช่น เตรียมบุคลากร เครื่องจักรกล เครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติงาน สำรวจภารชนะรองรับน้ำ และจุดจ่ายน้ำกลางประจำหมู่บ้านพร้อมทำแผนแจกจ่าย รวมถึงสำรวจระบบประปาและมีการซ่อมบำรุงแก้ไข ตลอดจนการขุดลอกคูคลอง และกำจัดผักตบชวา
และ 3.การชี้แจงทำความเข้าใจข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ให้ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมให้ความเชื่อมั่นประชาชนต่อการดำเนินการเตรียมการและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง
ขณะที่นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวรายงานสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า สถานการณ์น้ำฝนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี 2% และน้อยกว่าปี 2556 ประมาณ 7 % ปริมาณส่วนใหญ่ไหลลงแม่น้ำโขง และ สถานการณ์น้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำพบว่ามีปริมาณน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 2,200 ล้าน ลบ.ม.และน้อยกว่าปี 2556 ประมาณ 1,800 ล้าน ลบ.ม. ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีทั้งหมด 12 แห่ง อยู่ในเกณฑ์น้ำดีมาก 1 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำสิรินธร อยู่ในเกณฑ์น้ำดี 7 แห่ง อยู่ในเกณฑ์พอใช้ 4 แห่ง สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีทั้งหมด 265 แห่ง อยู่ในเกณฑ์น้ำดีมาก 130 แห่ง อยู่ในเกณฑ์ น้ำดี 64 แห่ง น้ำพอใช้ 32 แห่ง และอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย 39 แห่ง
สำหรับการวางแผนจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2557/2558 คาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีอ่างเก็บน้ำน้อย 7 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีน้ำพอใช้และน้ำน้อยรวม 71 แห่ง ซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งได้ แต่ยังสามารถสนับสนุนการใช้น้ำในกิจกรรมหลัก ใช้ในการอุปโภค – บริโภคได้อย่างเพียงพอ
ทั้งนี้นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวรายงานสถานการณ์ลุ่มน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ภาพรวมพื้นที่เพาะปลูกมีจำนวน 100 กว่าล้านไร่ อยู่ในพื้นที่ชลประทานประมาณ 30 ล้านไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทานอาศัยน้ำฝน และแหล่งน้ำตามธรรมชาติในการเพาะปลูก โดยคาดว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะเริ่มขึ้นในเดือนมกราคมทำให้พื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทานประสบปัญหาอย่างมาก โดยที่ผ่านมากรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าคือ การสูบน้ำเติมแหล่งน้ำต้นทุน สำหรับผลิตประปาหมู่บ้าน นำน้ำสะอาดแจกจ่ายประชาชน จ้างงานแก่เกษตรกรในท้องถิ่นที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ขุดลอกคลอง เป็นต้น
ด้านนายปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวรายงานผลการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลว่า การขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลมุ่งเน้นเพื่อน้ำอุปโภคบริโภคเป็นหลัก โดยในปี 2558 จะดำเนินการให้ครอบคลุมจังหวัดที่คาดว่าจะเกิดภัยแล้ง จำนวน 31 จังหวัด จำนวน 9,535 หมู่บ้าน โดยจะดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 639 แห่ง เพื่อใช้อุปโภคบริโภคในหมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำ จำนวน 305 แห่ง น้ำสะอาดในโรงเรียน จำนวน 323 แห่ง ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2557
สำหรับในช่วงหน้าแล้งนี้ มีการจ้างแรงงานท้องถิ่น เจาะบ่อบาดาล วางท่อจ่ายน้ำ จ้างงาน ประมาณ 8,366 คน งบประมาณ 24 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงายว่าในช่วงท้ายของการชี้แจง เป็นการรายงานเรื่องของการทำงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด โดยนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การดำเนินการของศูนย์ดังกล่าวเริ่มต้นด้วยรอยยิ้มของผู้จัดตั้ง และ หวังให้จบลงด้วยรอยยิ้มของประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชื่นชมว่า ปลัดมีคำหวานตลอด และ กล่าวด้วยว่า อยากเห็นรอยยิ้มของประชาชนมาก่อน ไม่เช่นนั้นตนเองก็คงจะยิ้มไม่ออก พร้อมขอให้หัวหน้าส่วนราชการทุกจังหวัด ในฐานะข้าราชการของแผ่นดิน ช่วยกันดูแลประชาชนในช่วงเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวหยอกล้อ ปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วยว่า จากการรายงานดังกล่าว หากตัดสินใจอย่างรวดเร็ว อาจต้องยุบกระทรวงมหาดไทยทิ้งทันที แล้วตั้งกระทรวงดำรงธรรมขึ้นแทน เพราะสามารถดำเนินการได้ทุกอย่าง







