
วัดใจ ครม.ดันหรือดึงภาษีมรดก
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
วันนี้ รมว.คลัง สมหมาย ภาษี จะลุยไฟนำเสนอ “ร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกและภาษีการรับให้” โดยแบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ 1.หมวดภาษีการรับมรดก (จากผู้เสียชีวิต) 2.หมวดภาษีการรับให้ (จากผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่)
ประเด็นสำคัญคือจะมีการเก็บภาษีในอัตรา 10% จากทรัพย์สินส่วนที่เกินกว่า 50 ล้านบาท แต่ยกเว้นการเก็บภาษีให้กับคู่สมรส และจะแก้กฎหมายประมวลรัษฎากรการให้ทรัพย์สินแก่บุตร หลาน (กรณียังมีชีวิตอยู่) จากเดิมไม่กำหนดให้มีการเสียภาษี เป็นการเก็บภาษีในอัตรา 5% จากทรัพย์สินส่วนที่เกินกว่า 10 ล้านบาท/ปี คู่กันไปด้วย
การเสนอออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งหวังจะลดช่องว่างของคนรวยและคนจน ลดความเหลื่อมล้ำ อันเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการปลุกปั่นนำมาสู่สงครามชนชั้นกลายเป็นปัญหาการเมือง ทำให้ประเทศไทยติดกับดักม็อบอยู่หลายปี
แต่เมื่อถึงขั้นตอนของการเสนอกฎหมายที่แท้จริง ก็กลับกลายเป็นเจอแรงเสียดทานจากกลุ่มทุนการเมือง นักธุรกิจ และบรรดาเศรษฐีที่ดินทั้งหลาย จนอาจจะพัฒนาปัญหาขึ้นไปเป็นประเด็นทางการเมือง
ที่หลายฝ่ายมองว่ากฎหมายการเงินฉบับนี้ จะกลายเป็นปัญหาการเมืองในอนาคตได้ ก็เพราะผู้ที่เห็นว่าควรจะต้องออกกฎหมายนี้ ได้แก่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ผู้ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ ส่วน รมว.คลังเองก็ยังไม่แน่ใจว่าการออกกฎหมายนี้จะง่ายเหมือนกับการเสนอกฎหมายฉบับอื่นหรือไม่
มองเข้าไปในคณะรัฐมนตรี แทบจะนับคนได้ว่าใครจะเห็นด้วยกับการออกกฎหมายนี้ เพราะคนที่ได้รับผลกระทบ
จะเป็นกลุ่มเศรษฐีไม่กี่แสนคนในประเทศไทย แต่คนชั้นกลางและคนรากหญ้าซึ่งเป็นคนจำนวนหลายล้านคนไม่ได้รับผลกระทบ
นอกจากจะไม่เห็นด้วยแล้ว ยังได้รับการใส่ข้อมูลจากกลุ่มผู้คัดค้านกฎหมายนี้จากทุกทิศทาง ทั้งมาทางที่ปรึกษานายกฯ ผ่านทางรัฐมนตรี ผ่านทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้น่าจะหลั่งไหลไปถึงหูของนายกรัฐมนตรีโดยไม่ยาก
อย่างไรก็ดี เหตุผลของผู้ที่คัดค้านก็ไม่ใช่ว่าจะฟังไม่ขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการหลีกเลี่ยงภาษีของบรรดาเศรษฐีพันล้านทั้งหลายที่จะจ้างที่ปรึกษากฎหมายที่เก่งกาจให้มาช่วยวางแผนหาช่องทางทำอย่างไรให้เสียภาษีน้อยที่สุด เพราะแค่เพียงเริ่มต้นว่าจะเก็บภาษีมรดก บรรดาเศรษฐีก็ติดต่อปรึกษาหารือกับที่ปรึกษาทันทีที่จะต้องวางแผนล่วงหน้าในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ดังนั้นในที่สุดแล้วอาจจะเก็บภาษีได้น้อยกว่าที่คิด
แต่ทว่าในร่างกฎหมายที่เสนอนั้นได้มีการเขียน อุดช่องโหว่สำหรับเศรษฐีที่จะเลี่ยงเสียภาษี หากโอนมรดกให้กับคนที่ไม่ใช่ลูกและหลาน ผู้ที่ได้รับทรัพย์สินจะต้องนำทรัพย์สินนั้นไปเป็นรวมเป็นรายได้ และจะต้องนำไปคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ที่ปัจจุบันเก็บสูงสุดอยู่ที่อัตรา 35%
และในการจ่ายภาษีของผู้รับมรดก กฎหมายฉบับนี้ได้มีข้อยกเว้นที่ไม่ต้องเสียภาษี อาทิ มรดกของคู่สมรส และมรดกที่จะนำไปบริจาคให้กับการศึกษา ที่เป็นข้อยกเว้นซึ่งใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ โดยจะมีการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)
สำหรับผู้ที่รับมรดกไปแล้วต้องเสียภาษีภายใน 150 วัน หากเกิดปัญหาไม่มีเงินเสียภาษี ทำให้ต้องขายมรดก กฎหมายฉบับนี้ก็มีข้อยกเว้นให้ผ่อนผันได้ 2 ปี เพื่อไม่ให้เป็นภาระของผู้รับมรดกจนเกินไป
นอกจากนี้ ผู้รับมรดกยังสามารถทักท้วงโดยยื่นอุทธรณ์ หากการคำนวณทรัพย์สินที่เป็นมรดกได้รับ กรมสรรพากรคำนวณภาษีไม่ถูกต้อง และถ้ายังไม่ต้องการเสียภาษีก็สามารถดำเนินการในรูปแบบของกองมรดกได้ แต่ดอกผลที่เกิดจากกองมรดกต้องเสียภาษีเงินได้
ถึงจะมีการอุดช่องโหว่และผ่อนผันให้กับผู้ที่ได้รับมรดกแต่ไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะเสียภาษี ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่มีทรัพย์สินมากจะพอใจในเรื่องนี้
การจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เล่นบทพลิ้ว ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นดองกฎหมายภาษีมรดกก็คงเป็นไปได้ยาก หากวัดความเห็นของคนในสังคม จะพบว่าการดำเนินนโยบายนี้ได้ใจประชาชนกลุ่มรากหญ้าถล่มทลาย แต่ทุบหม้อข้าวของนักธุรกิจที่ส่วนหนึ่งเป็นนายทุนทางการเมือง ซึ่งมีอิทธิพลต่อรัฐบาล รัฐบาลจะกล้าแลกหรือไม่
ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ร่างกฎหมายภาษีมรดก” โดยเน้นการเก็บภาษีจะช่วยลดการเหลื่อมล้ำต่างๆ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 69.58% เห็นด้วยว่าควรเก็บภาษีมรดกจำนวน 13.20% ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีมรดก
ส่วนการเก็บภาษีช่วยลดความเหลื่อมล้ำหรือไม่ พบว่า 55.09% เห็นว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ เพราะเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ทำให้เกิดการเอาเปรียบกันในสังคมลดลง นำเงินที่ได้จากการเก็บภาษีนั้นมาพัฒนาประเทศ เพิ่มสวัสดิการต่างๆ เกิดความเท่าเทียมกัน ส่วน 43.31% ระบุว่าไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ เพราะมีความแตกต่างกันอยู่แล้วในสังคม ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องความเหลื่อมล้ำ คนรวยก็มีช่องทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอยู่ดีและการบังคับใช้กฎหมายยังไม่เข้มงวด
ผลโพลนี้สามารถนำมาสวัดคะแนนนิยมของรัฐบาลได้ และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงเดินหน้าให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านจากความรับผิดชอบของ ครม.ไป โยนไปให้ สนช.ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายพิจารณาผลดีผลเสียของการเก็บภาษีมรดกเอา
หากกฎหมายไปถูกตีตกในสภาก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของรัฐบาล เพราะได้ดำเนินการตามที่ได้สัญญาว่านี่คือหนึ่งในมาตรการคืนความสุขให้ประเทศไทย







