posttoday
แก้เศรษฐกิจรากหญ้ายิ่งแก้ยิ่งตัน

แก้เศรษฐกิจรากหญ้ายิ่งแก้ยิ่งตัน

17 พฤศจิกายน 2557

ผ่านมาร่วมครึ่งปีแล้วที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งยังต้องกุมขมับกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ออกมาตรการกระตุ้นกันหลายยกแล้ว แต่เศรษฐกิจของประเทศก็ยังซึมๆ หงอยๆ

ผ่านมาร่วมครึ่งปีแล้วที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งยังต้องกุมขมับกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ออกมาตรการกระตุ้นกันหลายยกแล้ว แต่เศรษฐกิจของประเทศก็ยังซึมๆ หงอยๆ

ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 1.4% ต่อปี ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ส่งสัญญาณจะปรับลดเศรษฐกิจปีนี้ต่ำกว่า 1.5% ต่อปี จากที่ประมาณก่อนหน้านี้ และในวันนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็จะมีการประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่อีกครั้ง คาดว่าผลออกมาไม่หนีจากกระทรวงการคลังและ ธปท. ประเมินออกมาก่อนหน้านี้

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจภาพรวมมีปัญหาและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศก็เข็นไม่ขึ้น และเป็นเรื่องที่รัฐบาลรู้อยู่เต็มอก

เศรษฐกิจในภาพรวม เครื่องยนต์ขับเคลื่อนแทบทุกตัวดับสนิท ทั้งการส่งออก การลงทุน การใช้จ่ายที่ยังติดลบ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐที่เป็นความหวังของเศรษฐกิจก็ยังเร่งไม่ขึ้น โดยที่ผ่านมา ธปท.ออกมาส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยนโยบายที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 2% ต่อปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ แต่ธนาคารพาณิชย์ก็เรียงแถวออกมาไม่เห็นด้วย และเมินจะลดดอกเบี้ย เพราะเห็นว่าระดับปัจจุบันเหมาะสมกับเศรษฐกิจแล้ว

ขณะที่เศรษฐกิจฐานรากที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมให้ฟื้นตัวก็แก้ปัญหาไม่ตกเช่นกัน การบริโภคของภาคเอกชนติดลบ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ที่สำคัญเพราะราคาพืชผลทางการเกษตรไม่ดี ทำให้ไม่มีเงินใช้จ่าย จนต้องไปกู้ยืมทั้งในและนอกระบบ ทำให้หนี้ครัวเรือนของประเทศสูงทะลุ 80% ของจีดีพี เป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจ ส่งผลให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะต้องหาทางเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและการแก้ไขหนี้ให้ลดลงไปพร้อมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

บทเรียนของ คสช.ที่คิดว่าการจ่ายเงินหนี้จำนำข้าว 9.2 หมื่นล้านบาท เมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา คิดว่าจะปลุกชีพเศรษฐกิจรากหญ้าให้ฟื้นตัว ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดไว้ เพราะชาวนานำเงินที่ได้ไปใช้หนี้ ไม่ได้นำไปใช้จ่าย ทำให้เงินแทนที่จะหมุนในระบบเศรษฐกิจ กลับถูกกองไว้ในกระเป๋าเงินเจ้าหนี้

การอัดฉีดสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรากหญ้าก็ไม่ได้มากอย่างที่ต้องการ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มีหนี้จนล้นหลักประกัน สถาบันการเงินแม้แต่ของรัฐเองก็ยังปฏิเสธการให้กู้ เพราะผิดหลักเกณฑ์และการปล่อยไปจะทำให้ธนาคารมีความเสี่ยง เกิดหนี้เสียจนฐานะของธนาคารมีปัญหา

จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจะผุดมาตรการแจกเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อครอบครัว วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท และจ่ายเงินให้กับสวนยางอีกเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร โดยทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และหวังว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายได้ไม่ต่ำกว่า 1.5% ต่อปีเป็นการเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและเป็นการสร้างผลงานด้านการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลไปในตัว

อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินชาวนาก็ยังมาติดหล่ม จากที่คาดว่าจะจ่ายให้หมดภายในสิ้นเดือน พ.ย. 2557 แต่ดำเนินการจริงปรากฏว่าได้ 70-80% เท่านั้น เพราะการเข้มงวดในการตรวจสอบการทุจริตการสวมสิทธิชาวนามารับเงิน รวมถึงปัญหาการประสานงานของหน่วยงานในรัฐบาลที่เริ่มมีการเตะสกัด เพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมีผลงานเกินหน้าเกินตา ขณะที่การจ่ายเงินชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อครอบครัว วงเงิน 2.42 หมื่นล้านบาท ก็เพิ่งมีการจ่ายรอบแรกไปเป็นเงินแค่ 30 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจรากหญ้า ที่จะเห็นว่าฟื้นตัวในปีนี้ ก็ทำท่าจะลากยาวออกไปถึงต้นหรือกลางปีหน้า นอกจากการเพิ่มรายได้แล้ว รัฐบาลยังต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ของประชาชนฐานรากที่ยิ่งวันยิ่งพอกพูนจนกระดิกตัวไม่ได้ ที่ผ่านมารัฐบาลเคยให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ไมโครไฟแนนซ์ให้กับประชาชนรายได้น้อย ไม่มีหลักประกัน ก็ไม่มีแบงก์ไหนเล่นด้วย

ล่าสุด รัฐบาลนี้พยายามเข็นนาโนไฟแนนซ์ เป็นการปล่อยกู้ที่เล็กกว่าไมโครไฟแนนซ์ ก็ยังไม่คลอด แม้ว่ากระทรวงการคลังได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ก็ยังไม่ได้บรรจุเป็นวาระ เนื่องจากกังวลกันว่าจะไม่มีเอกชนเข้ามาตั้งบริษัทนาโนไฟแนนซ์ปล่อยกู้รายย่อยไม่เกิน 1 แสนบาท คิดอัตราดอกเบี้ยได้ 36% ต่อปีหรือไม่ ถึงแม้ว่าจะมีการเสนอให้นำรายได้เพียงครึ่งเดียวมาคิดภาษีรายได้ประจำปี ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะคุ้มหรือไม่

กรณีที่หวังจะให้เจ้าหนี้นอกระบบมาตั้งบริษัทถูกต้องเป็นนาโนไฟแนนซ์เห็นทีจะยาก เพราะการปล่อยกู้นอกระบบที่ผ่านมาถึงแม้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่หากไม่ได้ปล่อยดอกแพงสูงลิ่ว หรือถ่วงหนี้โหดจนกลายเป็นประเด็นทางสังคม เจ้าหนี้นอกระบบก็อยู่กันได้สบายอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องมาปล่อยในระบบให้ยุ่งยากและถูกตรวจสอบ แม้แต่แบงก์รัฐอย่างธนาคารออมสิน ยังเลี่ยงที่จะทำนาโนไฟแนนซ์ โดยยืนยันจะใช้ช่องธนาคารประชาชน โดยการผ่อนกฎเกณฑ์และลดดอกเบี้ยให้ใกล้เคียงกับนาโนไฟแนนซ์มากขึ้น เพราะธนาคารออมสินรู้ดีว่าการทำนาโนไฟแนนซ์แบบเต็มตัวมีแต่เสียหาย ถึงจำนวนเงินไม่มาก แต่จำนวนรายมากๆ ก็เป็นบาดแผลความล้มเหลวของโครงการและการดำเนินงานของธนาคาร

นอกจากนี้ การทำนาโนไฟแนนซ์ยังมีปัญหาความชัดเจนว่า จะทำให้ประชาชนฐานรากเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยไม่แพง หรือว่าต้องการแก้ไขหนี้นอกระบบ ซึ่งจะมีปัญหาตามมาว่าหากประชาชนฐานรากกู้เงินนาโนไฟแนนซ์ไปใช้หนี้นอกระบบและไปกู้นอกระบบอีก ผ่อนชำระไม่ได้ทั้งในและนอกระบบ จะกลายเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลไม่มีทางแก้ปัญหาหนี้ได้แล้ว แต่กลับยังทำให้หนี้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

จากข้อจำกัดทั้งหมดทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลยังมีปัญหา ไม่สามารถฉีดเงินเพิ่มรายได้ และไม่สามารถทำมาตรการแก้ไขหนี้ให้ลดลงได้ ทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภาพรวมยังสะดุด เพราะเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศแยกกันไม่ออก ถึงแม้ว่าปีหน้ารัฐบาลแก้เศรษฐกิจภาพใหญ่ให้จีดีพีโตได้ 4-5% ต่อปี เพราะการลงทุนโต การส่งออกฟื้น การใช้จ่ายทำได้ดี แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจฐานรากยังฉุดไม่ขึ้น เกษตรกรหรือผู้มีรายได้น้อยยังมีเงินไม่พอใช้ และจมลึกกองหนี้เพิ่มขึ้นทุกวัน ก็ถือว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลยังสอบไม่ผ่าน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท