posttoday
ชูหลัก5ประการ รธน.ไม่เป็นเศษกระดาษ

ชูหลัก5ประการ รธน.ไม่เป็นเศษกระดาษ

16 พฤศจิกายน 2557

ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญไม่อยู่ในใจของประชาชน และประชาชนไม่รู้สึกว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน มันก็เป็นเพียงแต่เศษกระดาษไม่มีค่าอะไร

โดย...เจษฎา จี้สละ / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเข้าเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญของ “เจษฏ์ โทณะวณิก” คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในโควตาของคณะรัฐมนตรี นับว่าน่าติดตาม ประการหนึ่ง อาจารย์เจษฏ์เป็น กมธ.ที่อายุน้อยมากที่สุด ทั้งที่ปกติแล้วผู้ที่จะเข้าเป็น กมธ.ยกร่างฯ จะเป็นนักวิชาการแก่พรรษา

อีกมุมที่ทำให้อาจารย์เจษฏ์เป็น กมธ.ที่น่าสนใจ คือ ก่อนหน้านี้ในช่วงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมาที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ในทางกฎหมายได้เป็นนักวิชาการแถวหน้าที่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ

เมื่ออาจารย์เจษฏ์ที่เคยอยู่ในฐานะผู้ดูแลผู้สังเกตการณ์ต้องมาเป็นผู้ลงมาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียเอง ทำให้ชวนติดตามว่าจะร่วมออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหยิบฉวยเลือกตีความรัฐธรรมนูญจนสร้างปัญหาอีก

อาจารย์เจษฏ์ เล่าถึงที่มาที่ไปที่ตัวเองได้เข้ามาทำงานสำคัญครั้งนี้ว่า มีผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือและเคยทำงานด้วยกันพูดกว้างๆ ว่าถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญจะขัดข้องหรือไม่ พอช่วยได้หรือไม่

“การพูดคุยกันไม่ได้บอกว่าจะให้มาทำอย่างนี้อย่างนั้น พูดแค่ว่าถ้ามีงานแบบนี้จะพอให้ผมมาช่วยทำได้หรือไม่เท่านั้น ผมก็ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องที่จะช่วยทำงานนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะได้เป็นกรรมาธิการหรือไม่

“...ผมทราบว่าได้รับตำแหน่งหลังสื่อมวลชนอีกนะ เพราะในวันที่คณะรัฐมนตรีประชุมกัน วันนั้นผมยุ่งมากเลย ช่วงคั่นกลางหลังจากที่ได้ชื่อแล้วและกำลังส่งให้ สปช. ผมกำลังบรรยายสอนหนังสือ และผมกำลังหลงทางและจะถามทาง แต่ถามทางยังไงก็ถามไม่ได้ เพราะเวลาจะยกหูถามทางก็มีโทรศัพท์จากสื่อมวลชนมาบอกผมตลอดว่าได้เป็นกรรมาธิการ”

พลิกดูประวัติการทำงานของอาจารย์เจษฏ์ พบว่าเคยผ่านการมีส่วนร่วมกับการเขียนรัฐธรรมนูญมาแล้ว แต่เป็นในทางอ้อม กล่าวคือ เป็นคณะทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส.จากระบบแบ่งเขต 400 เขต มาเป็น 375 เขต และระบบบัญชีรายชื่อจาก 80 คน มาเป็น 100 คน

จะเห็นได้ว่าในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นงานใหม่สำหรับอาจารย์เจษฏ์เสียทีเดียว นักวิชาการด้านกฎหมายท่านนี้ ได้กล่าวถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“เรื่องที่ไม่มีความจำเป็นต้องไปใส่ในรัฐธรรมนูญก็อย่าเอาไปใส่ เช่น การกำหนดระบบเศรษฐกิจว่าต้องเป็นระบบเสรีหรือระบบอื่นๆ เพราะทุกคนสามารถเลือกระบบเศรษฐกิจให้กับตัวเองในแบบที่เหมาะสม ฐานานุรูปได้อยู่แล้ว แต่ควรเขียนลงไปว่าให้มีบทบัญญัติกฎหมายที่ใช้สำหรับแก้ไขแต่ละปัญหาเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแทน

“...การกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐไว้ในรัฐธรรมนูญมากเกินไป ก็จะมีปัญหาตามมาเถียงกันว่า ถ้ารัฐไม่ทำจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ อาจต้องพิจารณาจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปในตัว เพื่อจะไม่ได้เกิดปัญหาอีก”

อาจารย์เจษฏ์ อธิบายอีกว่า โครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรสอดคล้องกับหลักการที่รัฐธรรมนูญควรจะมี แต่เราก็ไม่ได้ทิ้งสิ่งที่มันเป็นแล้วมาตั้งรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1-19 และก็ไม่ใช่ยึดเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 หรือฉบับปี 2550 เท่านั้น แต่สามารถเอามาวางหลักการและโครงสร้างให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้

อาจารย์เจษฏ์ ขยายความคำว่า “หลักการ” ที่ต้องมีในรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 5 ประการ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประชาชนได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่

ประการแรก รัฐธรรมนูญต้องเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนอาจไม่ได้มาร่วมเขียน แต่เวลาที่เขียนอะไรลงไปแล้ว ต้องมองว่าประโยชน์ของประชาชนอยู่ที่ไหน ประชาชนที่รวมกันเป็นประเทศชาติได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งที่เราเขียน

ประการที่สอง คือ ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนลงไปตรงนี้ มันเป็นเพียงแค่บทบัญญัติส่วนหนึ่ง แต่มันยังมีส่วนที่เรียกว่าจารีตประเพณีด้วย เพราะจารีตประเพณีมันอยู่นับตั้งแต่เรามีมนุษยชาติจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นจะปฏิเสธจารีตประเพณีไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเห็นตรงนี้ ถ้าประชาชนเห็นตรงนี้ และในประเทศที่ประชาชนเข้มแข็ง ใครจะไปฉีกรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ เพราะถ้ามันเกิดภาวะวิกฤตจริงๆ อย่างมากที่สุดก็คืออาจหยุดรัฐธรรมนูญเอาไว้

“สมมติว่ามันมีความจำเป็นแบบว่าบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟแล้วทหารต้องปฏิวัติ ปฏิวัติมาก็ไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะฉีกอย่างไรก็ฉีกไม่ได้ อย่างมากก็หยุดรัฐธรรมนูญเอาไว้ และยิ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้มีปัญหาอะไรมันใช้ได้ของมัน แต่คนเป็นปัญหา ก็ต้องหยุดรัฐธรรมนูญเอาไว้เพื่อไปจัดการคนแล้วนำรัฐธรรมนูญกลับมาใช้ใหม่ เหมือนคนขับรถครับ เราขับรถไปแล้วหลับในรถไปชน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดที่รถ มันเกิดที่คน ดังนั้นต้องแก้ที่คน เอารถโมเดลเดิมแล้วคนใหม่มาขับ เพราะรถมันดีอยู่แล้ว”

ชูหลัก5ประการ รธน.ไม่เป็นเศษกระดาษ

ประการที่สาม บรรดากลไกการตรวจสอบถ่วงดุลและคานอำนาจกันทั้งหลายต้องถูกวางไว้บนพื้นฐานของหลักการ ไม่ใช่ให้ใครเหนือกว่าใคร ไม่ใช่จะคิดว่าตอนนี้เราอยากให้รัฐบาลเข้มแข็ง ก็เขียนรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลเข้มแข็ง หรือพอมาอีกตอนหนึ่งเราอยากให้ศาลเข้มแข็ง เราก็เขียนให้ศาลเข้มแข็ง แบบนี้มันไม่ใช่หลักการของการตรวจสอบถ่วงดุลและคานอำนาจกันอย่างแท้จริง

“หลักการที่แท้จริง คือ เมื่อยามใดก็แล้วแต่ ถ้าทุกฝ่ายทำงานได้ในส่วนอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ไม่ไปล่วงล้ำก้ำเกินกัน แล้วไม่ไปกดทับประชาชนจนกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและประโยชน์ของประชาชนหายไป ก็ทำงานกันไป แต่เมื่อใดก็ตามฝ่ายไหนก็ตามทำให้เกิดปัญหาหรือกระบวนการบิดพลิ้วหรือบิดเบือนรัฐธรรมนูญจนก่อให้เกิดปัญหาการทำงาน ฝ่ายอื่นๆ ก็ต้องสามารถจัดการกันได้ เช่น ถ้าเป็นปัญหาในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารจะจัดการอะไรได้หรือไม่ ถ้าเป็นปัญหาฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติจะจัดการอะไรได้หรือไม่ ถ้าเป็นปัญหาฝ่ายตุลาการจนเกิดวิกฤตตุลาการหรือทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติก็ต้องมีกลไกจัดการกับฝ่ายตุลาการได้เหมือนกัน

“ไม่ได้จะมาบอกว่าใครสูงกว่าใคร ใครเหนือกว่าใคร ต้องวางอยู่บนพื้นฐาน คือ สามฝ่ายต้องถ่วงดุลและคานกันได้”

สำหรับหลักการประการที่สี่ อาจารย์เจษฏ์ อธิบายว่า ถ้าเราจะต้องมีกลไกอื่นช่วยให้มีกลไกถ่วงดุลและการตรวจสอบซึ่งกันและกัน รวมถึงไม่ให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอน มันจะใช้แค่กลไกศาล รัฐสภา รัฐบาล อาจไม่สามารถทำได้ อาจต้องมีกลไกอื่นซึ่งจะเรียกว่าองค์กรอิสระ หรือชื่ออื่นๆ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งไม่ใช่อำนาจที่สี่

ประการที่ห้า ที่เป็นเรื่องของประชาชนแท้ๆ เช่น สิทธิเสรีภาพ หรือการที่รัฐจะทำอะไรให้ประชาชน มันอาจต้องมีเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่ออย่างน้อยประชาชนจะต้องมีสิ่งอ้างอิงและรับรอง ทั้งที่ความจริงแล้วสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสิ่งที่ประชาชนควรต้องได้ มันต้องได้อยู่แล้ว เขียนหรือไม่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญประชาชนก็ต้องได้ ถ้าเราอยากให้ประเทศนี้ประกอบไปด้วยผู้ที่มีการศึกษา แต่กลับไม่ให้การศึกษาประชาชนแล้วบ้านเมืองจะเป็นบ้านเมืองที่มีผู้มีการศึกษาได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของอาจารย์เจษฏ์เห็นว่าสิ่งที่ยากสำหรับการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ที่การจะทำอย่างไรเพื่อให้มี “กลไกปกป้องรัฐธรรมนูญ” โดยที่ไม่ให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญเพียงฝ่ายเดียว เพราะประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำอย่างไรให้กลไกนี้เป็นจริง

“กลไกง่ายๆ อาจเป็นแบบนี้ก็ได้ว่า ถ้าประชาชนมีปัญหาบางอย่างในรัฐธรรมนูญ ก็ควรไปที่ฝ่ายนิติบัญญัติในบางเรื่อง บางอย่างก็ควรไปฝ่ายบริหาร บางอย่างก็ต้องไปที่ฝ่ายตุลาการ และถ้าพวกท่านเหล่านี้ไม่ทำ ประชาชนก็จะสามารถจัดการเช็กบิลได้ทางหนึ่งทางใด แต่ไม่ใช่ว่ามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญให้วิ่งไปที่ศาลทั้งหมด แบบนี้ไม่ใช่ ถ้าแบบนี้จะมีกลไกพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญด้วยตัวรัฐธรรมนูญเอง”

อย่าใส่เนื้อหามาก ขอแค่ประชาชนเข้าถึง

นอกเหนือไปจากหลัก 5 ประการที่อาจารย์เจษฎ์เห็นว่า ควรต้องมีในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว แต่อีกด้านหนึ่งอาจารย์เจษฎ์มองว่า สิ่งที่จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญประสบความสำเร็จนั้นจะต้องทำอย่างไรที่เป็นการช่วยให้รัฐธรรมนูญเข้าไปอยู่ในใจของประชาชน ซึ่งปัจจัยที่จะสนับสนุนให้เรื่องนี้เป็นไปได้ คือ การเขียนรัฐธรรมนูญให้มีความกระชับและให้ประชาชนเข้าใจง่าย

“โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญที่มีความยาวจะต้องเขียนให้รัดกุม และเขียนให้เกิดภาวะการขัดกันน้อย ซึ่งมันยาก และสิ่งเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญที่มีความยาว คือ จะยาวแค่ไหนก็ตามก็ยาวไม่ได้เท่าที่จะลงสู่ทางปฏิบัติจริง สมมติว่าอยากให้ทุกอย่างที่ต้องอยู่ในกฎหมายประกอบมาลงไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ ถามว่าจะอุดช่องว่างได้หมดหรือไม่ ก็ไม่ได้ ฉะนั้นต่อให้รัฐธรรมนูญมี 8,000 มาตรามันก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง”

“สมมติถ้าทำได้ให้รัฐธรรมนูญมีไม่เกิน 100 มาตรา โอ้โหผมว่ามันดีมาก เวลาเราเรียนหนังสือปริญญาโทหรือเอกอาจารย์มักบอกเสมอว่าคนเขียนวิทยานิพนธ์ 300 หน้า 500 หน้า 800 หน้า 1,000 หน้า ไม่ค่อยเก่งเท่าไรหรอก แต่อาจารย์ของผมเคยบอกผมว่าถ้าเขียนวิทยานิพนธ์ได้ 50 หน้า และบรรจุด้วยปรัชญากฎหมาย ทฤษฎีกฎหมาย การเอาหลักการสู่ทางปฏิบัติ แล้วใครอ่านก็รู้เรื่องจะถือได้ว่าเป็นสุดยอดยิ่งกว่าคนเขียนได้ 1,000 หน้า 2,000 หน้าอีก”

สำหรับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ หากรัฐธรรมนูญมีความสั้นและเข้าใจง่าย อาจารย์เจษฎ์ บอกว่า ถ้าเอาทุกอย่างบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วคนอ่านไม่เข้าใจก็เท่ากับว่าคนเข้าไม่ถึงรัฐธรรมนูญ พอคนเข้าไม่ถึง ก็จะมีปัญหาทันทีเพราะจะแสดงว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ของเรา“ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญไม่อยู่ในใจประชาชน และประชาชนไม่รู้สึกว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน มันก็เป็นเพียงแค่เศษกระดาษไม่มีค่าอะไร ฉะนั้นตรงนี้ ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจรัฐธรรมนูญได้ง่ายๆ ด้วยการเขียนให้กระชับสั้น ไม่ต้องใช้ภาษาให้วิลิศมาหราอะไรหรอก ต้องทำให้เกิดการเชื่อมกับกฎหมายประกอบเพื่อให้รัฐธรรมนูญใกล้ชิดกับประชาชน แบบนี้การทำงานของรัฐธรรมนูญก็จะไหลไปใกล้กับประชาชนมากขึ้น และคนก็เข้าใจกฎหมายและสิทธิของตัวเอง”

ชูหลัก5ประการ รธน.ไม่เป็นเศษกระดาษ

ร่วมงานทุกรัฐบาล ไม่เลือกข้างทหาร

วาทกรรม “เลือกข้าง” ยังเป็นเสมือนเส้นแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองที่ยังไม่เลือนหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ “เจษฏ์ โทณะวณิก” ก็ยอมรับว่าทำใจมาส่วนหนึ่งแล้วว่าต้องเผชิญแรงเสียดทานที่ว่านี้ หลังจากตัดสินใจรับตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญภายใต้บรรยากาศการรัฐประหาร

“ผมเป็นปุถุชน และในความเป็นปุถุชนมันก็มีความรู้สึกครับเวลาที่คนว่า เวลาคนชมใจมันก็ฟู คนว่าใจมันก็ตก แต่เราต้องคิดและเตือนใจว่า แม้องค์พระปฏิมายังราคิน คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา หรือคิดไปว่า อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ มันไม่แสบเหมือนเอาตูดไปครูดหิน บางทีก็ต้องคิดปลอบใจตัวเองไป แต่ถามว่ามีความรู้สึกในฐานะปุถุชนหรือไม่ มันก็รู้สึกนะครับ”

อาจารย์เจษฏ์ระบายความอึดอัดออกมาว่า ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติหน้าที่ใด ย่อมถูกมองว่าเลือกข้างได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับคำพูดหรือการกระทำว่าจะสอดคล้องกับกลุ่มใดในช่วงเวลานั้น ซึ่งก็จะถูกกำหนดว่าเป็นกลุ่มนั้นในทันที ฉะนั้นวันหนึ่งอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นเสื้อสีหนึ่ง ในขณะที่อีกวันหนึ่งอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นอีกสีหนึ่ง เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

“ดังนั้น ผมจึงไม่รู้ว่าตกลงอยู่ตรงไหน เลยไม่ได้เดือดร้อน เพราะสุดท้ายผมนึกถึงประโยชน์เป็นหลัก จริงๆ แล้วเรื่องการเป็นคณะทำงาน คณะกรรมการ ผมก็ทำมาให้ทุกรัฐบาล ทั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลแต่งตั้ง”

อาจารย์เจษฏ์เล่าถึงการทำงานการเมืองอีกว่า เมื่อคราวรัฐประหาร 2549 ก็ไม่ได้เห็นด้วย ส่วนปี 2557 ก็ยืนยันเช่นกันว่าไม่เห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นทั้งหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรีไปพร้อมกัน

“ถ้าถามผมตอนนี้ก็ยังยืนยันแบบเดิม แต่พอถึงเวลาทำงานเมื่อปี 2549 ก็มีตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูปการเมือง ซึ่งผมก็ได้เป็นหนึ่งในกรรมาธิการ และก็ได้ถูกตีตราไปเรียบร้อยแล้วครับจากคนที่ไม่ชอบทหารทั้งหลายว่าเลือกข้างเลียท็อปบู๊ต”

อาจารย์เจษฏ์เล่าว่า สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ตัวเขาได้ถูกแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส.จาก 400 เขต มาเป็น 375 เขต เปลี่ยน สส. บัญชีรายชื่อ 80 มาเป็น 125 คน ครั้งนั้นก็ถูกตราไปว่าเป็นพวกประชาธิปัตย์เลยทำให้ฝ่ายค้านเข้มแข็งขึ้นมา แต่ถ้าย้อนกลับไปสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นคณะทำงานและกรรมการในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ หลายคณะ และยังเป็นคณะทำงานให้กับรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนั้น

“ถ้าจะบอกว่าผมเป็นพวกทหารจริง แล้วทำไมผมทำงานให้กับรัฐบาลคุณทักษิณ และถ้าผมเป็นพวกคุณทักษิณ ทำไมผมทำงานให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นผมถึงได้บอกว่าผมดูที่ประโยชน์ ถ้าผมจะทำให้เกิดประโยชน์อะไรแก่ประเทศชาติประชาชนได้ผมก็จะทำ เรื่องที่คนจะว่าคงธรรมดา”

ปัจจุบันอาจารย์เจษฏ์ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำให้เกิดคำถามว่าการเป็นนักวิชาการที่สอนวิชากฎหมายและสอดแทรกเรื่องประชาธิปไตยให้กับนักศึกษา แต่มาวันหนึ่งกลับต้องมาทำงานกับทหาร ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นภาวะที่ขัดกันเองอยู่ในตัว ได้ก่อให้เกิดแรงต่อต้านภายในคณะที่ตัวเองเป็นผู้บริหารอยู่หรือไม่ เหมือนบรรยากาศในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีความไม่พอใจกรณีที่ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้รับการแต่งตั้งจาก คสช.ให้ไปช่วยงานด้านต่างๆ

อาจารย์เจษฏ์ตอบคำถามข้างต้นว่า จริงๆ แล้วเนื่องจากว่าชื่อคณะนิติศาสตร์ คือชื่อ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ทุกคนก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคณบดีที่จะมาทำงานในลักษณะนี้ เพราะในตอนของอาจารย์ปรีดี ท่านก็|เป็นสมาชิกในกลุ่มคณะราษฎร ไม่ได้เลือกตั้งมา แต่ท่านก็ไม่ได้มีฝักฝ่าย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นการร่วมกลุ่มกับคนจำนวนหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองและร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ประเทศไทยเข้าร่วมกับประเทศญี่ปุ่น อาจารย์ปรีดีก็จัดตั้งเสรีไทยเพื่อนำบ้านเมืองเข้าสู่สันติสุขอีกครั้ง

“กับคณาจารย์ผมคุยแล้ว ทุกท่านก็ไม่ได้มีข้อขัดข้อง ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วถึงภารกิจของผม และการที่เราทำแบบนี้ทำให้เสมือนหนึ่งว่าพวกเราทุกคนได้ร่วมกับผมในการทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไปด้วย เพราะหากท่านไม่ให้เวลาผมมาทำงานในคณะกรรมาธิการ ผมก็คงไม่สามารถมาทำงานตรงนี้ได้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้หารือกับคณาจารย์ภายในคณะแล้ว แต่สำหรับนักศึกษาของคณะและนักศึกษาที่อื่นที่ได้มีโอกาสไปสอนวิชากฎหมาย อาจารย์เจษฏ์ยอมรับยังไม่ได้เข้าไปสื่อสารอย่างเป็นทางการ แต่ถึงที่สุดแล้วก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาและคงเข้าใจถึงการทำหน้าที่ตรงนี้

“นักศึกษาจำนวนหนึ่งมีการเคลื่อนไหวและเข้าไปร่วมกับหลายๆ กลุ่มในทางการเมืองอยู่เสมอ ทั้งเป็นผู้ดู ผู้ร่วม ผู้สังเกตการณ์ ดังนั้นตรงนี้นักศึกษาสัมผัสเห็นรู้อยู่ว่าบ้านเมืองเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง รัฐธรรมนูญมันเป็นแค่ส่วนย่อย มันมีส่วนอะไรอีกเยอะแยะโดยเฉพาะการปฏิรูป ท้ายที่สุดใครจะเขียนรัฐธรรมนูญ นักศึกษานิติศาสตร์ก็ต้องเรียนและใช้รัฐธรรมนูญ

...ฉะนั้นอาจเป็นอย่างนี้ด้วยซ้ำไปว่า ถ้ามีคณบดีของเขาเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ เวลาสอนรัฐธรรมนูญอาจจะดีด้วยซ้ำไป ถูกไหมครับ ไปเทียบกับมหา วิทยาลัยใหญ่จำนวนมาก นักศึกษาเราอาจจะรู้สึกดีก็ได้ว่าคณบดีเราอธิบายรัฐธรรมนูญมาจากการได้มีโอกาสลงไปเขียน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเล็กๆ เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวนมาก แต่คณบดีเราไปเขียนก็น่าจะอธิบายรัฐธรรมนูญได้ดีกว่า ฉะนั้นอย่างที่บอกว่าตัวนักศึกษาเองก็อาจรู้สึกว่าเขาได้” อาจารย์เจษฏ์ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล