
รู้ย่อมอยู่เหนือสิ่งใด ๆ ทั้งหมด
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจะต้องมีของที่เป็นคู่กันเสมอ เช่น มีมืดก็ต้องมีสว่าง
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจะต้องมีของที่เป็นคู่กันเสมอ เช่น มีมืดก็ต้องมีสว่าง มีพระอาทิตย์ก็มีพระจันทร์ มีเกิดก็มีดับ มีเหตุก็มีผล
ฉะนั้น ในการทำลมนี้ ก็มีจิตเป็นตัวเหตุ มีสติเป็นตัวผล คือ จิตเป็นผู้ทำ มีสติเป็นผู้รู้
สติจึงเป็นผลของจิต
ส่วนธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็นของกาย เหตุของกาย คือ ธาตุลม เมื่อจิตเป็นผู้ทำเหตุดี ผลทางกายก็เกิดรัศมีจากธาตุทั้ง 4 ร่างกายก็สบายแข็งแรงปราศจากโรค ผลที่จะเกิดขึ้นจากทางกายและจิตนี้ ก็เนื่องด้วยการกระทำเป็นเหตุ
การสังเกตเป็นผล
ขณะที่นั่งสมาธินี้ เราจะต้องสังเกตดูลมที่หายใจเข้าและหายใจออกนั้นว่า ลักษณะของลมที่เดินเข้าไปมีอาการอย่างไร เกิดความไหวสะเทือนแก่ส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างไร และเกิดความสบายอย่างไรบ้าง เช่น หายใจเข้ายาวออกยาวสะดวกสบาย หรือหายใจเข้าสั้น ออกยาวสะดวกสบาย? หายใจเข้าเร็ว ออกเร็วสบาย หรือหายใจเข้าช้า ออกช้าสบาย? หายใจหนักสบายหรือหายใจเบาสบาย ฯลฯ
เหล่านี้ เราจะต้องใช้ความสังเกตพิจารณาด้วยตนเองและรู้จักปรับปรุงแก้ไข ลดหย่อนผ่อนผันให้ลมคงที่เสมอกันพอเหมาะพอดี เป็นต้นว่า ช้าไปไม่สะดวกสบาย ก็แก้ไขเปลี่ยนให้เป็นเร็วขึ้น ถ้ายาวไปไม่สบายก็เปลี่ยนให้เป็นสั้น ถ้าลมอ่อนไป เบาไป ไม่ดี ทำให้ง่วงให้เผลอก็เปลี่ยนให้เป็นลมหนักและแรงขึ้น เหมือนกับเราสูบลม เข้าไปเลี้ยงน้ำมันให้พอดีกับนมหนูในไส้ตะเกียง ถ้าได้ส่วนกับลมแสงไฟก็จะมีกำลังเต็มที่เป็นสีนวลสว่างจ้า สามารถส่องรัศมีไปได้ไกล ฉันใดก็ดีถ้าเรามีสติกำกับแน่นกับลมหายใจเข้าออกอยู่เสมอ และรู้จักบริหารให้ถูกต้องกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย จิตของเราก็จะมีอาการเที่ยงตรงเป็นหนึ่งไม่วอกแวกไปในสัญญาอารมณ์ใดๆ และมีอำนาจชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเป็นแสงสว่าง คือ ตัวปัญญา หรือจะเรียกว่าเป็นผล คือ วิชชา ก็ได้
วิชชาอันนี้เป็นความรู้พิเศษอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เกิดจากครูบาอาจารย์สั่งสอน หรือมีใครมาแนะนำ แต่เป็นความรู้ ความเห็นพิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” ความเห็นอันนี้ประกอบไปด้วย
สติสัมปชัญญะ เป็นสัมมาสติ เป็นสัมมาสมาธิด้วย
จิตที่เป็นสัมมาสมาธินี้ เมื่อมีกำลังกล้าแข็งยิ่งขึ้น ก็เกิดผลเป็น “วิปัสสนาญาณ” เป็น “ญาณทัสนะ” เป็น “ญาณวิสุทธิ” ถึงวิมุตติธรรมเป็นที่สุดปราศจากความสงสัยใดๆ จิตมีความอิสระเกิดความสงบ เบาสบาย เป็นจิตวิเวกขึ้นโดยลำพัง เหมือนดวงไฟที่อยู่ในครอบแก้ว ถึงแม้ตัวแมลงเม่าจะบินมาตอม ล้อมรอบอยู่ก็ไม่สามารถจะทำให้ไฟดับได้ และไฟที่อยู่ในครอบแก้วก็ไม่สามารถที่จะแลบออกไปไหม้มือคนที่ถือด้วย
จิตที่มีสติกำกับอยู่ตลอดเวลา ย่อมไม่สามารถแลบหรือยื่นออกไปรับอารมณ์ใดๆ ไม่แลบไปข้างหน้า ไม่เลียไปข้างหลัง และอารมณ์ภายนอกก็ไม่สามารถแล่นเข้ามาถึงจิตได้ ตาของเราก็จะแจ่มใสมองไปได้ไกล เหมือนนั่งอยู่ภายในตาข่ายจะมองไปทางทิศใดก็แลเห็นทะลุปรุโปร่งทุกทิศทุกทาง (หมายถึง ตาแห่งธรรมอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงมีตาถึง 5 ตา คือ มังสจักขุ ธรรมจักขุ ญาณจักขุ สมันตจักขุ และทิพพจักขุ) เป็นดวงตาแห่งปัญญา
ปัญญานี้เกิดจากอะไร?
ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับคนที่เป็นช่างปั้น ช่างเย็บ หรือช่างจักสาน ตอนแรกครูจะแนะนำหรือสอนให้เข้าใจเพียงปั้นเป็นรูปหม้อ หรือกระถาง ตัดเย็บเป็นเสื้อหรือกางเกง หรือจักสาน ขัดเป็นลวดลายต่างๆ ส่วนลักษณะรูปทรงและความงดงามของวัตถุสิ่งนั้น จะต้องใช้ความสังเกตของตัวเราเอง
สมมติว่าเราสานตะกร้าขึ้นใบหนึ่งแล้วก็ลองดู พิจารณาดูรูปทรงของมันว่าเตี้ยไปหรือสูงไป ถ้าเตี้ยไปสานใบใหม่ก็เพิ่มส่วนสูงขึ้นอีกหน่อย สานใบนี้เสร็จก็ตั้งดูอีกแล้วพิจารณาดูว่า คราวนี้ยังมีส่วนอะไรที่ควรจะแก้ไข มันผอมไป หรืออ้วนไป แล้วก็สานใบใหม่ให้สวยกว่าเก่า เมื่อยังไม่กะทัดรัดดีก็สานใบใหม่อีก แก้มันอีกจนกระทั่งได้รูปทรงที่เหมาะสมส่วนสัดสวยที่สุด จนไม่มีที่ติได้อีกเลย แล้วเราก็ถือเอาใบสุดท้ายนี้แหละเป็นบรรทัดฐานยึดเป็นอาชีพต่อไป คือ ให้ฉลาดขึ้นจากการทำของตนเอง ส่วนใบที่แล้วๆ มา เราก็จะไม่สนใจไยดีอะไรกับมันอีกเลย ปัดทิ้งให้หมด
นี้เป็นตัวปัญญาที่เกิดขึ้นเอง เป็นความฉลาดเป็นความรอบรู้ที่ไม่ใช่เกิดจากครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน แต่เกิดจากความสังเกตพิจารณาของวัตถุที่ถูกกระทำด้วยตนเอง
การเจริญสมาธิภาวนาก็เช่นเดียวกัน ปัญญาจะเกิดได้ก็จากการสังเกตในการกำหนดลมหายใจ และรู้จักปรับปรุงแก้ไขลดหย่อนผ่อนผันในการบริหารลมทั่วร่างกายให้ได้ส่วนสัดพอดีกัน จนลมเดินได้คงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะเข้าช้าออกช้าก็สะดวกสบาย จะเข้าเร็วออกเร็วก็สะดวกสบาย จะยาวก็สบาย จะสั้นก็สบาย จะหยาบก็สบาย จะละเอียดก็สบาย ฯลฯ ให้สบายทั้งหายใจเข้าและหายใจออก ทำให้สะดวกคล่องแคล่วทุกๆ อย่าง พอจะกำหนดเมื่อใด ก็ให้ได้ความสบายเมื่อนั้น
ถ้าทำได้เช่นนั้น ผลทางกายก็จะเกิดขึ้น คือ ความเบาสบายโปร่งโล่ง ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ไม่เป็นช่องทางแห่งความเจ็บไข้ เป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ตื่นอยู่ นี่เป็นเหตุผลทางกาย ส่วนทางจิตความมีสติ รู้ตัวเป็นเหตุ จิตสงบเป็นผล กายเผลอตัวเป็นเหตุ จิตฟุ้งซ่านกระสับกระส่ายเป็นผล
ฉะนั้น เราต้องพยายามแก้เหตุเสียให้เป็นเหตุดีเพื่อจะได้บังเกิดผลดีดังกล่าวมาแล้ว เมื่อผู้ใดใช้ความสังเกต พิจารณาและแก้ไขปรับปรุงอยู่เสมอๆ ในการบริหารลมหายใจ ผู้นั้นก็จะเกิดวิชชาขึ้นในตัวเอง อันเป็นผลแห่งความเจริญสมาธิสูงขึ้นโดยลำดับ
เมื่อจิตของตนตั้งอยู่ โดยความรอบคอบได้แล้ว ย่อมวางอารมณ์อดีตได้ คือ เห็นความจริงของอารมณ์เก่าว่าเป็นของไม่ถาวรแน่นอนอะไรเลย
อารมณ์อนาคตที่จะดำเนินไปข้างหน้านั้นก็เหมือนกับเราจะต้องขี่เรือเล็กข้ามมหาสมุทรอันไกล ย่อมมีภัยรอบด้าน แล้วจิตก็ปล่อยสัญญาณนั้นเสีย เข้าไปตั้งอยู่ในปัจจุบัน เห็นอยู่รู้อยู่ในปัจจุบัน จิตตั้งมั่นไม่เอนเอียง ใจตั้งเที่ยงดับอวิชชา วิชชาเกิดขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งก็ดับไป จึงรู้ได้ในปัจจุบันว่าไม่มีอะไรๆ ไม่เข้าไปยึดในอดีตสังขารโลก อนาคตสังขารโลก ปัจจุบันสังขารธรรม สังขารดับ อวิชชาความรู้ไม่จริงก็ดับ จริงก็ดับ มีแต่รู้อย่างเดียว คือ พุทธะ พุทธะ ดังนี้
กายสังขาร คือ ลม วจีสงขาร คือ นึกแต่งคำพูด จิตสังขารความคิดนึกดับ รู้ไม่ดับ กายสังขารไหวก็รู้ วจีสังขารไหวก็รู้ จิตสังขารไหวก็รู้
รู้ไม่ติดสิ่งใดๆ ที่ตนรู้ คือ สังขารทั้งหลายไม่ปรุงจิตได้ มีแต่ตัวรู้นึกขึ้นก็เกิดจิต เกิดสังขาร ต้องการใช้ก็มีขึ้น ไม่ต้องการใช้ก็ดับไปเองโดยธรรมชาติของเขา
รู้ย่อมอยู่เหนือสิ่งใดๆ ทั้งหมด
นั่นแหละ คือ วิมุตติ
ผู้ปฏิบัติต้องให้กำหนดรู้อย่างนี้จึงจะได้ผลดี ในการปฏิบัติจิตใจนั้นก็มีเท่านี้เอง เรื่องมากๆ ก็ยุ่งยาก และโดยมากก็มักเหลวกันไปเสียไม่เข้าจุดจริงได้







