
จริยะรัฐศาสตร์ 3 : ความดีในโลกียะ
เชื่อกันว่า “ความดี” นั้นเป็นสากลทุกกาลสมัย
เชื่อกันว่า “ความดี” นั้นเป็นสากลทุกกาลสมัย
เหมือนกับที่เชื่อกันว่า “ประชาธิปไตย” ก็คือประชาธิปไตยที่เป็นสากล ไม่มีประชาธิปไตยของฝรั่ง ของอินเดีย หรือของไทย ถ้าเป็นประชาธิปไตยแล้วต้องเหมือนกันทั่วโลก
ตรรกะเช่นนี้มีพูดกันอยู่ในบางกลุ่มสังคมการเมือง อย่างที่บอกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น ถ้าไม่มีเลือกตั้งก็ไม่เป็นประชาธิปไตย และความเชื่อนี้ลุกลามไปจนถึงขั้นที่ว่า ต้องเลือกแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง เพราะถ้าไปเลือกแบบพวงเล็กพวงใหญ่ หรือเลือกเป็นหางว่าวแบบระบบบัญชีรายชื่อ จนกระทั่งใช้การเลือกตั้งแบบคัดสรรเป็นกลุ่มอาชีพ ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย
ขอยกตัวอย่างประชาธิปไตยในอังกฤษที่พวก “บ้าคัมภีร์” พวกนี้ยกย่องว่าเป็นแม่แบบของประชาธิปไตย แต่เขาก็ไม่ได้ “บ้าเลือกตั้ง” อย่างพวก “ประชาธิปตู” หรือประชาธิปไตย “ของกู” ที่ควรจะเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบหัวชนฝา” หรือ “เอาสีข้างเข้าถู” หรือ “พวกไปน้ำขุ่นๆ”
ประเทศอังกฤษมีระบบรัฐสภาขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1215 ก่อนนั้นก็เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่กษัตริย์อ้างว่ามีอำนาจทุกอย่างเหนือราษฎรทุกคน แต่เมื่อพวกขุนนางซึ่งแต่ก่อนเคยหนุนกษัตริย์เห็นว่ากษัตริย์ทรงทำ “เกินเหตุ” จึงออกมาเรียกร้องสิทธิให้ราษฎร ด้วยการ “อ้าง” ความเป็นตัวแทนของราษฎร มาป้องกันไม่ให้ราษฎรถูกกษัตริย์กดขี่เอาตามอำเภอใจ เกิดเป็นระบบรัฐสภาของอังกฤษในยุคเริ่มต้น แต่กว่าจะมีระบบรัฐสภาแบบทุกวันนี้ก็อีก 600 กว่าปีต่อมา คือใน ค.ศ. 1832 จึงได้มีระบบการเลือกตั้งที่เหมือนปัจจุบัน ล้าหลังกว่าฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาเสียอีก
ในหนังสือฝรั่งศักดินาที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าถึงประชาธิปไตยของอังกฤษในยุคแรก ท่านให้แง่คิดว่า คนอังกฤษเขาใช้ “หลักความเป็นคนดี” ในการเลือกผู้แทนของเขา ซึ่งคำว่า “คนดี” ก็เหมือนกับคนดีในประเทศสารขัณฑ์ในทุกวันนี้เปี๊ยบ คือต้องเป็นคนที่ “ใจถึงพึ่งได้” ซึ่งในระบบอังกฤษเรียกว่า “Champion” โดยผู้แทนราษฎรแบบนี้จะต้องทำงานเพื่อแลกกับค่าจ้างที่ประชาชนรวบรวมกันมาจ่ายให้ เพียงเพื่อไปช่วยเป็น “กำลัง” ให้ราษฎรต่อสู้ในเรื่องต่างๆ ผู้แทนราษฎรในยุคแรกๆ จึงเป็นขุนนางระดับ “อัศวิน” ที่เปลี่ยนจากการใช้ “ทวน” มาใช้ “ปาก”
แต่เดิมอังกฤษมีสภาเดียวคือ สภาขุนนาง อย่างที่กล่าวมา คือเป็นสภาของพวก Sir ซึ่งก็คือขุนนางในตำแหน่งอัศวิน กับพวก Lord ที่เป็นขุนนางชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์ แต่ราษฎรเห็นว่าคนเหล่านี้ยังเป็น “อำมาตย์” อยู่ไม่ใช่คนระดับเดียวกันกับ “ไพร่” ถึงขั้นที่มีกระบวนการ “กปปส.” เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1640 ทวงคืนอำนาจอธิปไตยให้มาเป็นของ “มวลมหาประชาชน” ด้วยการตั้งสภาของสามัญชน แต่ก็ยังคงเป็นการ “คัดสรรในวงจำกัด” คือตั้งคุณสมบัติไว้ค่อนข้างเข้มงวด
ระบบ “สองสภา” ของอังกฤษจึงเป็นความคลี่คลายทางประวัติศาสตร์ และ “วิวัฒน์” หรือพัฒนาไปตาม “ความจำเป็น” ไม่ใช่มีทฤษฎีหรือใครออกแบบระบบนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น และหากจะยกตัวอย่างในประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ก็จะเห็น “อัตลักษณ์” ที่แตกต่างกันไปอย่างชัดเจน
เหมือนกันกับ “ความดี” ที่มีบริบทต่างกัน
ผู้เขียนเป็นพุทธมามกะ คือเป็นชาวพุทธและ (ตามปกติ) ก็ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ตามแบบของชาวพุทธ เห็นด้วยกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า มนุษย์นี้มีจุดมุ่งหมายอยู่ 2 แนวทาง คือ พวกหนึ่งยังต้องดำเนินชีวิตไปในปกติของโลก ที่ต้องมีครอบครัว มีงานทำ มีชีวิตต่อไป อย่างที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าโลกของคนที่ยังมีกิเลสตัณหา คือ “โลกียะ” กับอีกพวกหนึ่ง คือ โลกของคนที่ต้องการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด มุ่งสู่โมกขธรรมเพียงสิ่งเดียว คือ “โลกุตระ”
แน่นอนว่า การเมืองก็คือชีวิตของมนุษย์ตามปกติ ความดีทางการเมืองจึงอยู่ในแนวของโลกียะ ที่ควบคุมด้วย “ศีลธรรม” ที่หมายถึง ศีลคือข้อห้าม กับธรรมคือข้อปฏิบัติ ซึ่งจะต้องดำเนินไปด้วยกัน คือเมื่อเราไม่ทำตามข้อห้ามนั้นแล้ว เราก็ต้องปฏิบัติธรรมที่ควบคู่กันไปนั้นด้วย
ยกตัวอย่างศีล 5 ในศีลข้อแรกที่ว่าไม่ฆ่าสัตว์ เราก็ต้องมีธรรมข้อแรกนั้นด้วยคือต้องมีเมตตา ศีลข้อสองไม่ลักทรัพย์ ธรรมข้อสองก็คือต้องประกอบอาชีพ ศีลข้อสามไม่ประพฤติผิดกาม ธรรมข้อสามก็ต้องมีความพอใจในคู่ครองของเรา ศีลข้อสี่ไม่พูดปด ธรรมข้อสี่ต้องมีสัจจะ และศีลข้อห้าไม่เสพสุรายาเมา ก็ต้องมีธรรมข้อห้าคือมีสติอยู่เสมอ
ในทางการเมืองรัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ก็มีกำหนด “ศีลธรรมสำหรับนักการเมือง” ไว้ในหมวดที่ว่าด้วยจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้โดยเฉพาะ แต่เกิดปัญหาขึ้นว่า ทำไมจึงควบคุมความประพฤติ หรือ “จัดการ” กับความเลวของนักการเมืองไม่ได้
คำตอบข้อหนึ่งก็คือ ความไม่เคร่งครัดในการบังคับใช้ ตามกระบวนการนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดกรอบและแนวทางไว้ให้แล้ว ก็ต้องมีกฎหมายต่างๆ ออกมารองรับ ซึ่งกฎหมายที่สำคัญที่สุดก็คือ “ข้อบังคับการประชุมสภา” ซึ่งต้องถือว่าเป็น “กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ” ในระดับรองลงมาจากรัฐธรรมนูญแต่สูงกว่าพระราชบัญญัติ ถือว่าเป็นสำคัญเพราะมีศักดิ์สูง
แต่นักการเมืองคือสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายกลับไม่เคารพยำเกรง ส่วนหนึ่งก็คือเมื่อทำผิดข้อบังคับการประชุม โดยมากก็จะแค่ว่ากล่าวตักเตือน หรือพอสอบสวนจะเอาผิดก็อะลุ้มอล่วย “เกี้ยเซี้ย” กันซะอย่างนั้น กลายเป็นกฎหมายนี้ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ถ้าจะอธิบายด้วยเหตุผลเรื่องกฎแห่งกรรม เมื่อกฎหมายของตัวเองยังไม่เคารพแล้วจะให้ใครมาเคารพตัวเองเล่า
รัฐสภาของเราจึงมีแต่ความระ...มาทุกยุคสมัย
คำตอบอีกข้อหนึ่ง เพราะเราจัดนักการเมืองว่าเป็น “ปุถุชน” คือย่อมมีข้อผิดพลาดเป็นปกติ แต่ปัญหาของการเมืองไทยนั้น นักการเมืองไทยไม่ได้ทำผิดพลาดอย่างปกติ แต่เป็นความผิดพลาดอย่างตั้งใจ และเมื่อตั้งใจที่จะผิดพลาดหรือทำ “ความชั่ว” อยู่บ่อยๆ มันจึงเป็นความชั่วโดยนิสัยสันดาน ดังนี้เราจึงควรยกระดับจริยธรรมของนักการเมืองให้สูงขึ้นแตกต่างจากปุถุชน
ผู้เขียนเป็นอีกคนที่ไม่ยอมรับว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร นักการเมืองก็เป็นอย่างนั้น”
นักการเมืองต้องเป็น “พระในสภา” จะต้องมี “ศีลธรรม” มากกว่าและหนักแน่นกว่าศีลธรรมของชาวบ้าน การกำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองต้อง “พิถีพิถัน” การเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ต้อง “ละเอียดรอบคอบ” และความประพฤติของบุคคลเหล่านี้จะต้องถูกกำกับและตรวจสอบอย่าง “เข้มงวดกวดขัน” เพราะนักการเมืองนี้ไม่ใช่ปุถุชนหรือคนธรรมดา
เราอยากได้เทวดา ไม่ใช้ผีห่าซาตานล้างผลาญบ้านเมือง







