
แปลงวิกฤตเป็นโอกาส
ผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว 15 โครงการ ตั้งแต่ปี 2547-2556 ที่รัฐมีการรับซื้อข้าวเปลือกรวม 85 ล้านตัน
ผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว 15 โครงการ ตั้งแต่ปี 2547-2556 ที่รัฐมีการรับซื้อข้าวเปลือกรวม 85 ล้านตัน ใช้เงินไปทั้งสิ้น 1.1 ล้านล้านบาท ปรากฏว่ามีผลขาดทุนถึง 6.82 แสนล้านบาท ในส่วนนี้เป็นผลขาดทุนจากนโยบายรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สูงถึง 5.19 แสนล้านบาท กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่คนในประเทศจะต้องตั้งสติและหาทางยับยั้งมิให้พรรคการเมืองดำเนินนโยบายประชานิยมเพื่อสร้างฐานคะแนนเสียงให้ตัวเอง ปล่อยให้ความเสียหายตกอยู่กับประเทศ
ตัวเลขทั้งหมดนั้นยังไม่นับรวมข้าวที่รับจำนำมาแล้วหายไปจากสารบบอีก 3 ล้านตัน ถ้าคิดจากราคาที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวตันละ 11,700 บาท จะขาดทุนอีก 3.5 หมื่นล้านบาท
ความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมดสะท้อนถึงความล้มเหลวของนโยบาย ความบกพร่องในการดำเนินงาน แต่นักการเมืองที่อ้างว่าได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนมาบริหารประเทศ ไม่เคยสำเหนียก หรือตระหนักถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณแผ่นดินแม้แต่น้อย
ข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวทั้ง 15 โครงการ บ่งบอกถึงความหละหลวมและความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินได้อย่างชัดเจน
เนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวไปทั้งหมดมีรายได้จากการขายข้าวแค่ 3.7 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่กลับมีรายจ่ายสูงลิ่วถึง 1.05 ล้านล้านบาท แถมข้าวที่ยังเหลือเก็บไว้ในสต๊อกปัจจุบันอีก 19.2 ล้านตัน ยังกดราคาขายข้าวของประเทศอย่างหนักจนถึงปัจจุบันนี้
พฤติกรรมของรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายจนสร้างความเสียให้กับประเทศจำนวนมหาศาลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหารไม่ได้รับผิดชอบต่อประชาชน และระบบรัฐสภาก็มิได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแม้แต่น้อย
ดังนั้น รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศจุดยืนว่าจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่น และกำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างเต็มรูปแบบจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งแก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวอันฉาวโฉ่ มิใช่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการทำงานปกติ
รัฐบาลจะต้องสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนผู้เสียภาษี ในเรื่องการดำเนินการกับผู้ทุจริตคอร์รัปชั่นจากนโยบายรับจำนำข้าว ทั้งในเรื่องการขายข้าวแบบจีทูจี การขายข้าวถุง จนถึงข้าวที่ใช้งบประมาณรับจำนำมาแต่หายไปจากสารบบ เพราะนี่คือคดีพิเศษที่มีการหากินจากนโยบายของรัฐบาลที่โจ่งครึ่มที่สุด
ขณะเดียวกัน ก็ต้องร่วมกันออกแบบเพื่อป้องกันมิให้พรรคการเมืองออกนโยบายเพื่อหวังผลทางคะแนนเสียง แต่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ โดยต้องสร้างกลไกการตรวจสอบที่ชัดเจนและสามารถสกัดยับยั้งการใช้งบประมาณภาครัฐของรัฐบาลได้ด้วย เพราะความชอบธรรมในการเข้ามาบริหารประเทศมิใช่เพียงแค่ฉันทามติจากผู้ลงคะแนนเสียงอย่างเดียว แต่ต้องรับผิดชอบต่อประเทศด้วย







