
ปิดขาดทุนจำนำข้าวคนไทยจมหนี้ชั่วชีวิต
ในที่สุดคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่มี รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้สรุปผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547-2556 จำนวน 15 โครงการ ว่ามีผลขาดทุนรวมทั้งสิ้น 6.82 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการปิดบัญชีจนถึงวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ
ในที่สุดคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่มี รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้สรุปผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547-2556 จำนวน 15 โครงการ ว่ามีผลขาดทุนรวมทั้งสิ้น 6.82 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการปิดบัญชีจนถึงวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ
ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นมาจากโครงการรับจำนำข้าวรวม 15 โครงการ แบ่งได้ 2 ส่วน ประกอบด้วย ผลขาดทุนจาก 11 โครงการแรกที่มีการดำเนินการก่อนรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าบริหารประเทศมีผลขาดทุน 1.63 แสนล้านบาท
ขณะที่เหลือ 4 โครงการ ดำเนินการในช่วงปี 2554-2556 โดยเป็นการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท สมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ เกิดผลขาดทุน 5.19 แสนล้านบาท
หากเทียบการปิดบัญชีครั้งนี้ กับการปิดบัญชีครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค. 2556 ที่มีผลขาดทุน 3.3 แสนล้านบาท จะพบว่า เวลาผ่านไปเพียง 1 ปี แต่ผลขาดทุนจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวได้ก้าวกระโดดเพิ่มขึ้นกับเท่าตัว
นั่นหมายความว่า การปิดบัญชีครั้งต่อไปจนถึงสิ้นเดือน ต.ค. 2557 ผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ยังมีข้าวค้างสต๊อกอีกถึง 19.2 ล้านตัน
ที่สำคัญการปิดบัญชีจำนำข้าวล่าสุด ยังใช้ราคาท้องตลาดที่ตันละ 1.17 หมื่นบาท ในการตีมูลค่าข้าวในสต๊อกทั้งหมด โดยราคาดังกล่าวเป็นราคาสำหรับข้าวที่มีคุณภาพดี ทำให้ผลขาดทุนที่คำนวณออกมาน่าจะออกมาต่ำกว่าความเป็นจริง
เพราะเมื่อไปดูข้อมูลการตรวจสต๊อกข้าวของรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาเปิดเผยว่า ผลจากการตรวจสอบข้าวปริมาณ 18 ล้านตัน มีข้าวคุณภาพดีเพียง 1.8 ล้านตัน และมีข้าวต่ำคุณภาพ 12.6 ล้านตัน นอกจากนั้นเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ 9 แสนตัน และข้าวหายอีกกว่า 1 แสนตัน
เมื่อกลับไปดูราคาในตลาดจะพบว่า ข้าวเจ้าคุณภาพดี ราคาตกอยู่ที่ตันละ 1.2-1.3 หมื่นบาท แต่ข้าวเจ้าคุณภาพต่ำจะมีราคาไม่ถึง 1 หมื่นบาท และข้าวเจ้าเสื่อมคุณภาพ ราคาตกลงมาเหลือตันละ 4,000 บาท หากนำราคาตามคุณภาพข้าวดังกล่าวมาปิดบัญชีข้าว รวมทั้งยังมีข้าวหายที่ต้องตัดเป็นผลขาดทุนทันที จะทำให้ผลการขาดทุนจำนำข้าวเพิ่มสูงขึ้นอีก ซึ่งรังสรรค์ ประธานอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ก็ยอมรับและหากได้รับข้อมูลดังกล่าวจากรัฐบาล ก็พร้อมจะปรับปรุงการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทันที
อย่างไรก็ตาม การขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว โดยเฉพาะการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่เบื้องต้นขาดทุน 5.19 แสนล้านบาท เป็นไปตามที่หลายฝ่าย คาดการณ์ก่อนหน้านี้
นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ติดตามการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ออกมาระบุว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้เงินในโครงการนี้ไปถึง 9.85 แสนล้านบาท เพื่อรับซื้อข้าวเปลือก 54.4 ล้านตัน ปัจจุบันมีข้าวสารเหลืออยู่ 18 ล้านตัน หากตีราคาตามสภาพจะพบว่ามีผลขาดทุนในขณะนี้ 6.6 แสนล้านบาท
ที่น่าเป็นห่วงคือ ทีดีอาร์ไอประเมินว่าหากใช้เวลาระบายสต๊อกข้าวที่เหลือเป็นเวลานาน 10 ปี ผลขาดทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.6 แสนล้านบาท หรือเกิน 1 ล้านล้านบาท ได้ไม่ยาก หากการบริหารจัดการไม่ดี โดยระยะเวลา 10 ปีเป็นระยะเวลาที่มีการขายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวในอดีต และสำหรับโครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ที่มีข้าวต่ำกว่าคุณภาพ ข้าวเสื่อมคุณภาพเป็นจำนวนมากอาจจะใช้เวลาระบายข้าวนานกว่า 10 ปี ซึ่งยิ่งทำให้การขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวสูงกว่า 9.6 แสนล้านบาทก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม การประเมินขาดทุนข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ของนิพนธ์ กับคณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวถือว่าสอดคล้องกัน โดยการประเมินผลขาดทุนของนิพนธ์สูงกว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ 1.4 แสนล้านบาท เพราะเป็นการตีราคาข้าวตามสภาพและประเมินจนถึงล่าสุด ไม่ใช่เดือน พ.ค. 2557 ของอนุกรรมการปิดบัญชีฯ
อย่างไรก็ตาม จากการปิดบัญชีของอนุกรรมการปิดบัญชีฯ และการประเมินขาดทุนของนิพนธ์ ทำให้มองเห็นภาพว่าผลขาดทุนจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ขาดทุน 6 แสนล้านบาท ถึง 1 ล้านล้านบาท หากมีการระบายข้าวช้าทำให้เสื่อมคุณภาพขายไม่ได้ราคา โดยมีเงินกู้ที่ใช้ในโครงการอีก 6.67 แสนล้านบาท ที่มีภาระดอกเบี้ยอีกปีละ 1.5-1.8 หมื่นล้านบาท และยังมีค่าบริหารจัดการอีกปีละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ถูกพอกเพิ่มเข้าไปในขาดทุนของการดำเนินโครงการทุกปี
ปัญหาที่รัฐบาลต้องสางกันต่อไป คือ การชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวที่เกิดขึ้น ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่นว่า ไม่กระทบต่อฐานะการเงินการคลัง และไม่ทำให้เครดิตของประเทศมีปัญหา
ก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า จะออกเป็นพันธบัตรระยะยาว 30 ปี ใช้หนี้จากโครงการรับจำนำข้าวเหมือนกับการแก้ไขปัญหาหนี้ที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 1.4 ล้านล้านบาท
รังสรรค์ ออกมาเปิดเผยว่า การ แก้ไขหนี้สามารถทำได้สองทาง คือ การตั้งเงินงบประมาณมาใช้ แต่จะมีปัญหาเกิดความล่าช้า เพราะงบประมาณมีจำกัด อีกทางหนึ่งคือการออกพันธบัตรมาใช้หนี้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาทางหนี้ที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าววิธีไหน ก็หนีไม่พ้นที่จะตกเป็นภาระของคนทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบ ต้อง ร่วมกันจ่ายหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวที่เกิดขึ้นจนหมดทุกบาททุกสตางค์ เพราะไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินงบประมาณโดยตรง หรือการออกพันธบัตร ที่ผลสุดท้ายก็ต้องตั้งงบประมาณมาชดใช้อยู่ดี ซึ่งเงินงบประมาณก็คือเงินภาษีของประชาชน ทั้งประเทศ
สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมาระบุว่า การใช้หนี้จำนำข้าวต้องใช้กันถึง 3 ชั่วอายุคน หรือไปถึงรุ่นหลาน ซึ่งต้องยอมรับเป็นเรื่องจริง ไม่ได้เป็นการใส่ร้ายทางการเมือง เพราะหากคิดว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีผลขาดทุนต่ำสุด 6 แสนล้านบาท หากคิดอัตราดอกเบี้ยเงินที่กู้มาใช้ในโครงการที่ 3% ต่อปี เท่ากับมีภาระดอกเบี้ยปีละ 1.8 หมื่นล้านบาท และตามหลักการบริหารของกระทรวงการคลังปัจจุบันกำลังใช้หนี้เงินต้นประมาณ 3% ต่อปี เท่ากับว่าต้องใช้เวลามากกว่า 30 ปี ถึงจะใช้หนี้ดังกล่าวหมด
แต่หากคิดกรณีเลวร้าย การจำนำข้าวขาดทุนถึง 1 ล้านล้านบาท ภาระดอกเบี้ยที่ต้องแบกรับก็ยิ่งสูงขึ้น การชำระเงินต้นก็ทำได้น้อยลง ทำให้ต้องใช้เวลาในการชำระหนี้นานขึ้นไปอีก เป็นเหตุทำให้คนไทยต้องจมอยู่กับกองหนี้จากการรับจำนำข้าวถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
ถือได้ว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นบทเรียนราคาแพงของคนไทยที่ต้องช่วยกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพื่อไม่ให้ต้องมาใช้หนี้กันถึงรุ่นเหลนรุ่นโหลน







