
ชงลดหย่อนภาษีเอสเอ็มอี
ส.อ.ท.ชง กรอ.ลดหย่อนภาษีเอสเอ็มอี เก็บอัตรา 5% ดึงผู้ประกอบการเข้าระบบไม่หนีภาษี พร้อมปลุก เมดอินไทยแลนด์ ดึงหน่วยงานรัฐใช้สินค้าไทย
ส.อ.ท.ชง กรอ.ลดหย่อนภาษีเอสเอ็มอี เก็บอัตรา 5% ดึงผู้ประกอบการเข้าระบบไม่หนีภาษี พร้อมปลุก เมดอินไทยแลนด์ ดึงหน่วยงานรัฐใช้สินค้าไทย
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เตรียมยื่นข้อเสนอคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่จะประชุมเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนี้ 1.ลดหย่อนภาษีให้เอสเอ็มอี โดยจะคิดอัตราภาษีตั้งแต่ระดับ 5% 10% และ 15% ตามกรอบที่จะคำนวณทั้งจากกำไรยอดขาย หรือทุนจดทะเบียน เช่น มีกำไร 510 ล้านบาท อาจคิดภาษี 5% เป็นต้น โดยจะหารือกระทรวงการคลังต่อไป รวมทั้งนิรโทษกรรมเอสเอ็มอีที่ไม่เข้าระบบภาษีเพื่อลงทะเบียนให้ถูกต้อง
ทั้งนี้แนวทางการลดหย่อนภาษีให้แก่เอสเอ็มอีนั้น จะต้องหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานภาครัฐให้ได้ข้อสรุปชัดเจน ก่อนเสนอ กรอ. ต่อไป ซึ่งจะเป็นแนวทางทำให้เอสเอ็มอีไทยทั้งประเทศ สนใจเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเป็นนิติบุคคลมากขึ้น จากปัจจุบันเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวม 6 แสนราย รวมทั้งเสนอให้มีการให้นิรโทษกรรมเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบภาษี เพื่อให้มีการลงทะเบียนธุรกิจถูกต้อง
2.ให้ภาครัฐสร้างคำว่าเมดอินไทยแลนด์ ด้วยการให้หน่วยงานรัฐและกระทรวงต่างๆ ซื้อสินค้าจากเอกชนไทย หรือสินค้าที่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ซึ่งทั้งสองเรื่องจำเป็นต่อเอกชนไทยและเอสเอ็มอีไทยอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ ต่างได้รับผลกระทบจากเรื่องค่าแรง 300 บาท และปัญหาการเมือง ทำให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายย่อย และร้านค้าสินค้าต่างๆ ได้รับผลกระทบมากสุด ทำให้กลุ่มนี้จึงต้องบริหารสภาพคล่องทางธุรกิจให้ดีที่สุด และมีปัญหาต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้น แต่เชื่อว่าในปีหน้า ภาพรวมธุรกิจรายย่อยจะปรับตัวดีขึ้น หลังจากรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกันในปัจจุบัน ส.อ.ท.ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีผ่านเครือข่าย ของ ส.อ.ท.ที่มีอยู่ใน 74 จังหวัดทั่วประเทศ และเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการ ทั้งการส่งเสริมการตลาด ผ่านการค้าขายแดน และการทำธุรกิจอี คอมเมิร์ซ การทำระบบ ERP โดยเป็นซอฟแวร์ ที่ให้การบริการจัดการต่างๆ การสนับสนุนโครงการคูปองนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการเงิน เพื่อทำโครงการเสริมสภาพคล่องเอสเอ็มอี
“เอกชนพอใจกับผลงานของรัฐบาล ที่พยายามแก้ไขและช่วยเหลือเศรษฐกิจ ทั้งกระตุ้นภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม แต่หลายเรื่องก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะขึ้นอยู่กับตลาดโลก เช่น ราคาสินค้าทางการเกษตร ที่บางรายการราคาลดลงมาก ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง” นายสุพันธุ์ กล่าว
รายงานข่าว ระบุว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรคิดอัตราภาษีของเอสเอ็มอีเป็น 3 ระดับ 1.มีกำไรสุทธิไม่เกิน 3 แสนบาท/ปี ได้รับการยกเว้นภาษี 2.มีกำไรสุทธิ 3 แสน1 ล้านบาท ถูกจัดเก็บภาษี 15% และมีกำไรเกิน 1 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี คิด 20%
"หม่อมอุ๋ย" ปัดอัดเงินช่วยเอสเอ็มอี แต่จะเน้นจัดทำข้อมูลทางไอทีและสร้างเว็บไซด์เพื่อขายสินค้าสนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ประโยชน์แทน เหตุเรื่องเงินแบงก์ทำได้ดีอยู่แล้ว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในงานสัมมนา "เปิดประตูเศรษฐี SMEs ไทย" ว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายจ่ายเงินหรือสนับสนุนด้านการเงินแก่ธุรกิจของเอสเอ็มอีในขณะนี้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีการสนับสนุนปล่อยกู้มาตลอดและทำได้ดีอยู่แล้ว อะไรที่ภาคเอกชนทำได้ดีอยู่แล้วรัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่รัฐบาลจะสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เอสเอ็มอีจะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ โดยจัดทำศูนย์ข้อมูลทางไอทีที่ดูผ่านจอคอมพิวเตอร์ เครือข่ายออนไลน์ได้ ให้เป็นแหล่งข้อมูลที่เอสเอ็มอีจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายๆ และเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาสักแห่งเหมือนกับเว็บไซต์อาลีบาบาของจีน เพื่อเป็นแหล่งขายสินค้าทางออนไลน์ คนเข้ามาขายและเข้ามาซื้อได้ง่ายๆซึ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งในโครงการดิจิตอลอีโคโคโนมี่ที่รัฐบาลจะดำเนินการจัดทำ"เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีบทบาทอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าภาคอุตสาหกรรม เพราะเอสเอ็มอีที่จดทะเบียน 6.84 แสนราย มีการจ้างงานถึง 11 ล้านคน คิดเป็นการจ้างงานถึง 80% แต่การช่วยของรัฐบาลไม่ต้องให้เงินกู้มาสนับก็ได้ เนื่องจากแบงก์ทำได้ดีแล้ว แต่รัฐจะจัดโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นให้เอสเอ็มอีมาใช้แระโยชน์แทน" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะผ่อนคลายนโยบายการเงินหรือจะลดดอกเบี้ยหรือไม่นั้น ถ้าธปท.จะผ่อนคลายก็ผ่อน ไม่ผ่อนก็เป็นเรื่องที่ธปท.จะพิจารณาอย่างเหมาะสมอยู่แล้ว รัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่ง อย่างไรก็ดีในแง่การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง การเบิกจ่ายของภาครัฐในช่วงเดือนธ.ค.นี้น่าจะมีมากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลดีมากขึ้น ฉะนั้น จะยังไม่ประเมินผลงานของทีมเศรษฐกิจในตอนนี้ จะรอดูผลอละดูเม็ดเงินที่จะออกในเดือนธ.ค.นี้ก่อน







