
ยื้อถอดถอน ‘ยิ่งลักษณ์’ หยั่งเชิง...ดูกระแส
เปิดช่องให้หายใจหายคอได้อีกอึดใจหนึ่งเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)มีมติ 167 ต่อ 16 เสียง เห็นควรให้เลื่อนการพิจารณาถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เปิดช่องให้หายใจหายคอได้อีกอึดใจหนึ่งเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)มีมติ 167 ต่อ 16 เสียง เห็นควรให้เลื่อนการพิจารณาถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นัดแรกจากกำหนดเดิมวันที่ 12 พ.ย. ออกไปเป็นวันที่ 28 พ.ย.
จากปมปัญหาที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิด กรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวสูงถึง 3 แสนล้านบาท
ต้องยอมรับว่าเป็นสิทธิที่ทำได้ตามกฎหมาย เมื่อข้อบังคับการประชุม สนช.ข้อ149 และ 150 ระบุว่า สนช.ต้องส่งรายงานและสำนวนของ ป.ป.ช.ให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบไม่น้อยกว่า 15 วัน นับจากวันประชุมนัดแรกที่กำหนดไว้เดิมวันที่ 12 พ.ย.
แต่เวลานั้นยิ่งลักษณ์ติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 2 พ.ย. คำนวณแล้วไม่ได้รับหนังสือตามกรอบเวลาดังกล่าวเป็นเหตุให้ทีมทนายความขอทำเรื่องเลื่อนการพิจารณานัดแรกออกไป
ทนายความผู้ร้องได้หยิบยกเหตุผลความจำเป็นว่าการประชุมนัดแรกมีความสำคัญต่อผู้กล่าวหาที่เป็นวันกำหนดแถลงเปิดคดีของผู้กล่าวหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้ง คัดค้าน และยื่นขอให้สอบพยานเพิ่มเติมล่วงหน้า การไม่ได้ศึกษาสำนวนตามระยะเวลาที่กำหนดย่อมส่งผลกระทบต่อคดีได้ โดยเฉพาะเอกสารที่ สนช.ส่งมาให้มีเพียงแค่ 100 กว่าหน้าเท่านั้นต่างจากสำนวน ป.ป.ช.ที่ส่งให้ สนช.ศึกษาซึ่งมีถึง 3,870 หน้า ที่เป็นความลับไม่ยอมให้คัดสำเนา
ยิ่งกว่านั้น ประเมินแล้วเชื่อว่านอกจากการขอเลื่อนพิจารณานัดแรกออกไปแล้ว ทีมทนายความชุดนี้น่าจะยึดหลักยื้อการพิจารณาออกไปเรื่อยๆ ในทุกขั้นตอนการพิจาณา ตั้งแต่ขั้นตอนการไต่สวน ระบุพยาน ที่จะดึงเกมออกไปให้นานที่สุด ไม่ต่างจากสมัยเมื่อครั้งต่อสู้ในกระบวนการพิจารณาใน ป.ป.ช.
วิเคราะห์แล้วการขอเลื่อนพิจารณาถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกไปเป็นวันที่ 28 พ.ย.เหตุผลสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ประเด็นระยะเวลาการพิจารณาสำนวนรายละเอียดเท่านั้นแต่ยังเป็นการดึงเกมเพื่อหวังรอดู
ทิศทางลมในส่วนของคดีถอดถอน สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งกำหนดวันพิจารณาวันแรกไว้วันที่ 27 พ.ย. อีกด้วย
การใช้กระบวนการพิจารณาถอนถอนสมศักดิ์-นิคม เป็นคดีกรุยทางล่วงหน้าเพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกับคดีการถอดถอนยิ่งลักษณ์ทั้งในแง่ข้อกฎหมาย บรรยากาศ อารมณ์ที่ประชุม สนช. เพื่อจะได้นำไปปรับแผนในการต่อสู้ทางกฎหมายต่อไป ย่อมดีกว่าเดินหน้าลุยไปเป็นคดีแรก ที่ยังไม่เห็นท่าทีความชัดเจน
อีกประเด็นหนึ่งยังถูกมองว่าการดึงเกมถอดถอนให้ยาวออกไป เพราะหวังผลเรื่องการเจรจา ล็อบบี้ จากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ยิ่งหากมีประสบการณ์ มองเห็นลู่ทางหลังจากคดีถอดถอน สมศักดิ์-นิคมเดินหน้าไปแล้วด้วย
สอดรับกระแสข่าวที่แพลมออกมาก่อนหน้านี้หลายระลอก รวมไปถึงรอบล่าสุดปรากฏข่าวบิ๊ก คสช.และเครือข่าย บินไปเจรจากับคนแดนไกลถึงประเทศจีนแต่อีกด้านหนึ่งยิิ่งยืดเวลากระบวนการพิจารณาถอดถอนออกไปนานแค่ไหน ย่อมส่งผลสะเทือนกลายเป็นแรงเสียดทานกระบวนการถอดถอน เป็นผลเสียกับยิ่งลักษณ์มากยิ่งขึ้น
เมื่อก่อนหน้านี้ “กระแสฮั้ว” เพื่อหวังผลสลายสีเสื้อ ทำให้สังคมกลับมาปรองดองนั้น สร้างความไม่พอใจให้กับบางกลุ่มบางฝ่ายในสังคม ซึ่งต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมเดินหน้าไปตามทิศทางที่ควรจะเป็น และเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต
แค่ท่าที สนช.สายทหาร ที่ออกอาการจะไม่รับเรื่องถอดถอนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาก็เคยสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงคสช. จนหลายฝ่ายต้องออกมากระทุ้งดักคอ กลัวว่าทุกอย่างที่พยายามทำจากนี้จะต้องเสียของไปในที่สุด
ดังนั้น การดึงเวลากระบวนถอดถอนออกไปนานเท่าไหร่ แรงกดดันย่อมส่งกลับมายัง สนช. รวมถึง คสช.มากเท่านั้นและสุดท้ายก็จะย้อนกลับมายังยิ่งลักษณ์ในที่สุด
ที่สำคัญ ยิ่งหากนานเท่าไหร่ผลของความเสียหายจากคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และนั่นย่อมส่งผลต่อทิศทางการลงมติถอดถอนของสนช. เอง







