posttoday
การรันตีเศรษฐกิจไทย โตไม่หยุด

การรันตีเศรษฐกิจไทย โตไม่หยุด

08 มิถุนายน 2553

ธปท.จับมือสภาพัฒน์การันตีแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 5% และถ้าการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจยุโรปกระทบน้อยมีโอกาสโตได้ถึง 67% หลังข้อมูลเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ออกมาดี

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวชี้แจงภาพรวมเศรษฐกิจล่าสุดต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า การที่อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาสแรกออกมาขยายตัวถึง 12% ซึ่งโตกว่าที่ สศช.คาดไว้เดิมที่ 67% จากไตรมาสก่อนหน้าที่เคยติดลบ 7.1% ซึ่งเศรษฐกิจไทยโตได้มากกว่าที่หลายหน่วยงานคาดไว้ ซึ่งมาจาก 3 สาเหตุ คือ การส่งออกขยายตัวได้ดีกว่า 30% ทำให้เศรษฐกิจไทยที่ทำท่าจะชะงักจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกกลับมาโตได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคขยายตัวได้ 4% ความเชื่อมั่นในการลงทุนโตได้ 18% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็ขยายตัวได้ถึง 20% มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยถึง 4.8 ล้านคน

“ภาวะดังกล่าวทำให้ สศช.เชื่อว่าปีนี้จีดีพีน่าจะโตได้ตามกรอบที่มองไว้ที่ 3.54.5% หรือมากกว่านั้น ทั้งปียังมีโอกาสโตได้ถึง 67% แม้ว่าจะมีปัญหาจากสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งทำให้เศรษฐกิจในเดือน เม.ย. ลดลงบ้างจากภาคการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นด้านการบริโภคลดลง หรือมีปัญหาของหลายประเทศในกลุ่มยุโรปกระทบ ซึ่งจุดนี้ต้องดูว่าความผันผวนนี้จะกระทบต่อการส่งออก การบริโภค รวมถึงการท่องเที่ยวของไทยอย่างไรบ้าง แต่เท่าที่ดูตัวเลขผลกระทบในเดือน เม.ย. ยังมีไม่มาก แต่ยังต้องจับตาดูอย่างระมัดระวัง แต่ยังไงก็ตามเรายังมองว่าจีดีพีปีนี้ทั้งปีน่าจะโตไม่ต่ำกว่า 5% หรือมีโอกาสสูงกว่านี้” นายอำพน กล่าว

ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มขยายตัวได้ดีขึ้นเป็นลำดับ ทั้งในจี 4 ที่ประกอบด้วยสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ปรับดีขึ้นเห็นได้จากจีดีพีไตรมาสแรกออกมาดี สหรัฐขยายตัวได้ 3.3% จาก 3.2% สอดคล้องกับภูมิภาคเอเชียที่แข็งแกร่งขึ้นมาก รวมทั้งไทยที่ไตรมาสแรกปีนี้โตได้ 12% สิงคโปร์โต 15.5% ใต้หวัน 13.3% จีน 11% ทำให้คาดกันว่าเศรษฐกิจเอเชียปีนี้น่าจะโตได้ถึง 8.3% โดยไทยน่าจะโตได้ที่ระดับ 4.9% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของธปท.

“ภาวะตอนนี้ธปท.เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสโตได้ตามกรอบที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.35.8% เพราะแม้จะห่วงปัญหาจากยุโรป จากการที่เขายังมีแนวทางจัดการปัญหาหนี้ 7.5 แสนล้านยูโรไม่ชัด ไม่รู้ว่าปัญหาจะลุกลามไปสู่ประเทศอื่น หรือลามกระทบเศรษฐกิจโลก กระทั่งมากระทบไทยเราหรือไม่ ต้องจับตาดูใกล้ชิด เพราะว่าหากยุโรปได้รับความเชื่อถือลดลงก็อาจจะกระทบตลาดเงิน คนไม่เชื่อมั่นในการชำระหนี้ เพราะค่าเงินยุโรปอ่อนค่าลงมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ต่อกว่า 1.2 ยูโรป/เหรียญสหรัฐ ทำให้เขาอาจจำเป็นต้องคุมการใช้จ่าย เศรษฐกิจอาจติดลบ ซึ่งอาจกระทบส่งออกไทยบ้าง” นายไพบูลย์กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามแม้จะได้รับผลกระทบจากยุโรปบ้าง และสถานการณ์การเมืองทำให้กิจกรรมในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาชะลอไปบ้าง แต่ทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ไปยังน่าจะออกมาดีขึ้น เพราะเท่าที่ดูข้อมูลตัวเลขเบื้องต้นในเดือนพ.ค.ปีนี้ ภาคส่งออกซึ่งเป็นหลักสำคัญเศรษฐกิจไม่ได้กระทบมาก เพราะเท่าที่สอบถามจากผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นอยู่มาก เพราะสินค้าสำคัญของภาคการส่งออกซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของจีดีพี เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ฯลฯ ยังมีคำสั่งซื้อสูงเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้น่าจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ และไม่น่าจะโตต่ำกว่าคาด

ด้านนายสถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธ์ ปลัดกระกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประเมินผลกระทบกับเศรษฐกิจเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ในด้านการท่องเที่ยวประมาณการว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงจาก 11.5 ล้านคน เหลือ 14.1 ล้านคน หรือลดลง 0.2% คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียด้านการท่องเที่ยว 5.2 หมื่นล้านบาท ส่วนผลกระทบด้านการบริโภคของคนกรุงเทพฯ ในช่วงที่มีการชุมนุม 74 วัน ประมาณ 5.7 ล้านคน คิดเป็นความสูญเสียประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมผลกระทบถึง 23 จังหวัดในช่วงขยายตัวพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย มีผลต่อประชาชนประมาณ 2.68 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท รวมเป็นความสูญเสียทั้งสิ้น ประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท

นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ในปี 2553 คาดว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้สูงกว่าที่ได้ประมาณการไว้ โดยในช่วง 7 เดือนแรกมีรายได้สุทธิ 8.39 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากประมาณการ 2.014 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 31.6% คาดว่าตลอดทั้งปีจะสามารถจัดเก็บรายได้เกินกว่าเป้าประมาณ 2.21 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.4%

ทั้งนี้ สาเหตุการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับปรุงอัตราภาษีสรรพสามิต และรายได้จากการส่งออกที่กระจายไปในทุกกลุ่มสินค้าในทุกตลาดทั่วโลก โดยในส่วนของภาษีสรรพากรเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นตลอด 45 เดือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ก็ดีขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีรายได้เพิ่มเติมจากการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาอีกประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาทด้วย

ด้านนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กล่าวชี้แจงว่า ภาพรวมของหนี้สาธารณะมียอดหนี้อยู่ที่ 4.125 ล้านล้านบาท หรือ 42.4% ของจีดีพี ซึ่งถ้ารวมการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจเต็มจำนวน 4 แสนล้านบาท จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีก 2% อยู่ที่ประมาณ 44.5% ซึ่งไม่ได้สูงมากถึงระดับ 60% แน่นอน

ทั้งนี้ การจัดงบประมาณปี 54 ได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ 2.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21.8% แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 1.66 ล้านบาท คิดเป็น 80.3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 3.03 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 1.5% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด รายจ่ายเพื่อการลงทุน 3.44 แสนล้านบาท หรือสัดส่วน 16.6% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 3.25 หมื่นล้านบาท หรือ 1.6% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ในด้านรายรับปี 54 รัฐบาลได้ตังงบไว้ 2.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 21.8% ในจำนวนนี้เป็นรายรับจากรายได้จัดเก็บภาษี 1.65 ล้านล้านบาท และเงินกู้ตามนโยบายการดุลงบประมาณอีก 4.2 แสนล้านบาท คิดเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) 10.358 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.5%

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท