posttoday
ข่าวคืออำนาจจริงหรือ?

ข่าวคืออำนาจจริงหรือ?

13 พฤศจิกายน 2557

มีพยายามทำให้เข้าใจและเชื่อว่า ใครมีข่าวหรือเข้าถึงข่าวได้มากกว่า คนนั้นได้เปรียบ เพราะคนนั้นย่อมรู้เรื่องอะไรดีๆ กว่าคนที่ไม่มีข่าว หากนักการเมืองมีข่าวดีก็สามารถนำไปใช้ในการแสวงหาอำนาจทางการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่ความร่ำรวยและความมีชื่อเสียงต่อไปได้ คำถามคือ ข่าวคืออำนาจจริงหรือ?

มีพยายามทำให้เข้าใจและเชื่อว่า ใครมีข่าวหรือเข้าถึงข่าวได้มากกว่า คนนั้นได้เปรียบ เพราะคนนั้นย่อมรู้เรื่องอะไรดีๆ กว่าคนที่ไม่มีข่าว หากนักการเมืองมีข่าวดีก็สามารถนำไปใช้ในการแสวงหาอำนาจทางการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่ความร่ำรวยและความมีชื่อเสียงต่อไปได้ คำถามคือ ข่าวคืออำนาจจริงหรือ?

เรามักได้ยินคนพูดกันว่า "ข่าวสารคืออำนาจ" หรือ "ข่าวสารคือพลัง" แต่คนในแวดวงข่าวกรองบอกว่า ข่าวสารไม่ใช่อำนาจ แต่ "ข่าวกรองคืออำนาจ" เพราะข้อมูลข่าวสารอย่างเดียวไม่พอ ไม่รู้ว่าข่าวนั้นถูกหรือผิด ต้องใช้กระบวนการประเมินค่า การวิเคราะห์ แยกแยะทำข่าวสารให้เป็น ข่าวกรองเสียก่อน ถึงจะมีพลัง

มีอีกคำหนึ่งที่ใช้กันมาก "ความรู้คืออำนาจ" คนที่ใช้คำนี้เป็นคนแรกที่มีการบันทึกไว้คือ ฟรานซิส เบคอน ซึ่งพูดตั้งแต่ ค.ศ. 1579 หรือ พ.ศ. 2113 หรือ 444 ปีมาแล้ว และประธานาธิบดี โทมัส เจฟเฟอสัน แห่งสหรัฐอเมริกา เคยนำมาอ้างในสุนทรพจน์ของท่าน คำว่า ความรู้คืออำนาจ ก็ตรงกับคำว่า ข่าวกรองคืออำนาจ เพราะคำว่า "ข่าวกรอง" หมายถึง "ความรู้" นั่นเอง คือนำข้อมูลข่าวสารต่างๆ มาวิเคราะห์วิจัยจนก่อให้เกิดความรู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป

คนที่เขียนเรื่องพลังของข่าวสารในยุคสมัยปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เขาพยากรณ์อนาคตของโลกด้วยหนังสือ 3 เล่ม คือ "ความตื่นตระหนกทางอำนาจ" (พาวเวอร์ช็อก) พ.ศ. 2513 "คลื่นลูกที่สาม" พ.ศ. 2523 ซึ่งเป็นการปะทะกันระหว่างคลื่นลูกใหม่กับคลื่นลูกเก่า เล่มที่สามคือ "การเคลื่อนย้ายอำนาจ" (พาวเวอร์ ชิฟต์) พ.ศ. 2533 เป็นการเคลื่อนย้ายอำนาจแห่งความรู้ ความมั่งคั่ง และความรุนแรงไปทั่วโลกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 เป็นการบอกถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษนี้

โลกมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ยุคแรกคือ "สังคมเกษตรกรรม" หรือเป็นการปฏิวัติการเกษตร ยุคที่สองเป็น "สังคมอุตสาหกรรม" หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรม สองยุคแรกเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไปแล้ว ทอฟฟ์เลอร์เห็นว่าการปฏิวัติในยุคที่สาม คือยุค "สังคมข่าวสาร" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจใหม่ ใครจะเป็นคนควบคุมการเปลี่ยนแปลงนี้ ใครจะเป็นคนกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลง

การปฏิวัติด้านเทคโนโลยีข่าวสาร หรือ ไอที ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งด้านกว้างและลึกในโลกใบนี้ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ทำให้วงล้อต่างๆ หมุนเร็วขึ้น ใครหมุนตามไม่ทันก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในยุคอุตสาหกรรม น้ำมันมีความสำคัญมากที่สุด มีนักคิดพูดว่า "ใครยึดครองบ่อน้ำมันในโลกได้ทั้งหมด คนนั้นครองโลก"ในยุคข้อมูลข่าวสาร มีคนเปรียบข้อมูลข่าวสารเหมือนกับ "บ่อน้ำมันของวันพรุ่งนี้" ในโลกยุคที่สาม คนที่มีความรู้สามารถสร้างอำนาจ สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองได้อย่างรวดเร็ว และรวยกว่า เร็วกว่าจากการเก็งกำไร ไม่ต้องไปเสียเวลากับการผลิตที่แท้จริง กล่าวกันว่า ไอทีทำให้คนรวยรวยมากขึ้น ช่องว่างในสังคมกว้างมากขึ้น

ในช่วงเวลานี้ มีนักเขียนคนหนึ่ง ชื่อ โทมัส แอล ฟรีดแมน ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ความมั่งคั่งปฏิวัติ" ที่มองความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเชื่อมโยงโลกทั้งโลกถึงกันหมด ในช่วงแรกมีการใช้ท่อใยแก้วหรือไฟเบอร์ออปติกโดยภาครัฐบาลเชื่อมโยงความมั่นคงของโลกเข้าด้วยกัน ในช่วงที่สอง มีการใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับภาคเอกชน โดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติที่เชื่อมโยงธุรกิจทั่วโลกเข้าด้วยกัน และต่อมา มีการเชื่อมโยงประชาชนทั่วโลกเข้าด้วยกันผ่านอินเทอร์เน็ตที่ผ่านอากาศไปได้ทั่วโลก ดังนั้นคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เหมือนกัน ติดต่อกันได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง เพียงสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือ "พื้นที่และเวลา" ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป อินเทอร์เน็ตทะลายระบบการเมืองที่ปิดกั้น ทำลายระบบเผด็จการที่รัฐใช้ข้อมูลข่าวสารในการครอบงำ ล้างสมองประชาชน

ฟรีดแมน เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า "โลกแบน" เขามองว่า ทางกายภาพโลกนั้นกลม แต่ความก้าวหน้าด้าน ไอทีและการปฏิวัติข้อมูลข่าวสารทำให้โลกในยุคปัจจุบันกลายเป็น "โลกแบน" ซึ่งหมายถึงทุกคนเห็นกันหมด ไม่มีเขตแดนขวางกั้น ไม่มีอะไรที่พ้นสายตาของคนในโลกได้อีกต่อไป ไม่สามารถจะซ่อนเร้นข้อมูลไว้ในเงามืดหรือส่วนโค้งของโลกได้อีก บนถนนไฮเวย์โลก ทุกประเทศไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ หากเปรียบเป็นรถยนต์ ไม่ว่าเป็นรถปอร์เช่ เบนซ์ บีเอ็ม ดับเบิลยู หรือรถญี่ปุ่นแบบโตโยต้า ฮอนด้า รถเกาหลีเช่น ฮุนได รถทุกยี่ห้อ ทุกประเภท สามารถขับแข่งกันบนไฮย์เวย์โลกนี้ได้ รถเร็ว แรง มีโอกาสชนะ แต่ถ้าขับไม่ดี ไม่ระวัง อาจเกิดอุบัติเหตุตกไฮเวย์ได้ เหมือนเช่นกรณีซับไพรม์ในอเมริกา วิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 ในอเมริกาและยุโรป เป็นต้น

มนุษย์ทุกคนมีกิเลศ ทุกคนอยากมีอำนาจเพื่อใช้อำนาจนั้นบันดาลสิ่งที่ตนต้องการ และมีอำนาจเหนือคนอื่น มีนักคิดพูดถึง "ที่มาของอำนาจ" ว่า (1) เกิดจากการใช้กำลัง (2) เกิดจากการใช้ความมั่งคั่งร่ำรวย (3) เกิดจากความรู้ กำลังก็เปรียบเสมือนกับ "กล้าม" ใครกล้ามใหญ่กว่าก็มีอำนาจมากกว่า "เงินตรา" คือตัวแทนความมั่งคั่ง "มันสมอง" แทนความรู้ ถ้าเป็นหนังคาวบอยอเมริกัน กำลังมาจากปลายกระบอกปืน อำนาจเงินตราอยู่ในมือของนักธุรกิจและนายธนาคาร ส่วนนักหนังสือพิมพ์ ครู พระ คนที่มีการศึกษาเป็นตัวแทนของความรู้ ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็อยากมีหรือขอแบ่งปันอำนาจในสังคม

อำนาจไม่ใช่ดูในเชิง "ปริมาณ" อย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึง "คุณภาพ" ด้วย ความรู้ถือว่าเป็นพลังที่มีคุณภาพมากที่สุดในสังคมข่าวสาร ใครควบคุมช่องทางของความรู้ได้ คือ ผู้ที่ควบคุมอำนาจ ส่วนกำลังนั้นมีคุณภาพต่ำที่สุด ใช้ได้เฉพาะการลงโทษ สำหรับเงินตรานั้นเป็นคุณภาพกลางๆ ที่สามารถใช้ในการให้รางวัลตอบแทน

เราจะใช้อำนาจทั้งสามให้ได้สมดุลกันอย่างไร หากโลกเสียสมดุลอาจนำไปสู่ความรุนแรง เหมือนโลกปัจจุบันที่กำลังเสียดุล ก่อให้เกิดความรุนแรงยุ่งเหยิงขึ้นในหลายส่วนของโลก

ผมควรเขียนเรื่องนี้เมื่อสิบปีที่แล้ว แม้จะเขียนวันนี้ก็เชื่อว่าหลายท่านที่ติดต่อกันด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันไม่ทราบเรื่องนี้ มาก่อน สัปดาห์หน้าค่อยมีหาคำตอบกันว่า ข่าวคืออำนาจจริงหรือ ถ้าจริง ข่าวมีอำนาจมากน้อยเพียงใด ข่าวบันดาลให้ผู้ใช้ได้ใน สิ่งที่ตนต้องการมากน้อยเพียงใด?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท