
ดึงทุกสีร่างรธน. ระวังเสี่ยงโดนย้อนศร
เปิดเกมรุกเร่งหาแนวร่วมหนุนร่างรัฐธรรมนูญแบบเต็มสูบ
เปิดเกมรุกเร่งหาแนวร่วมหนุนร่างรัฐธรรมนูญแบบเต็มสูบ
ล่าสุดคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่งเทียบเชิญไปยังพรรคการเมืองและกลุ่มสีเสื้อต่างๆ ให้มาร่วมเสนอความเห็นในหัวข้อ“จะยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรเพื่อให้สัมคมไทยมีอนาคตที่ดีเพื่อส่งมอบให้ลูกหลาน” ตั้งแต่วันที่ 17-25 พ.ย.นี้
ท่าทีล่าสุด ทั้งประชาธิปัตย์ที่เคยประกาศตัวเป็นแค่คนดูอยู่รอบนอก เที่ยวนี้ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค รับนัดเตรียมให้ข้อมูลวันที่ 24 พ.ย.นี้ ขณะที่ภูมิใจไทย ชาติพัฒนา พลังชล มาตุภูมิ ส่งสัญญาณพร้อมรับคำเชิญ
กลุ่มการเมืองต่างๆ ทั้งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ส่งเสียงพร้อมสนับสนุน
เหลือแต่เพียงพรรคเพื่อไทยที่ตั้งแง่ยกประกาศ คสช. ห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว จึงไม่อาจเรียกประชุมหาข้อสรุปจากสมาชิกพรรคว่าจะส่งใครหรือจะเสนอประเด็นอะไรต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้
ขณะที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย แม้จะสนับสนุนที่เอากลุ่มขัดแย้งมาพูดคุยกัน แต่ส่วนตัวประกาศตัดเยื่อใยไม่ร่วมมือกับกรรมาธิการยกร่างเพราะไม่เชื่อว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ จะสามารถแก้ไขวงจรอุบาทว์ได้
แน่นอนว่ากระบวนการสร้างแนวร่วมสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นไปเพื่อแก้ไข “จุดอ่อน” ประเด็นที่มาจากรัฐประหาร ซึ่งต้องหาทางป้องกันไม่ให้เป็นชนวนถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นต่อต้านคัดค้านและเป็นชนวนขัดแย้งซ้ำรอยอดีต
จุดอ่อนตรงนี้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาวิเคราะห์และเสนอทางแก้ไขด้วย 2 สูตร คือ การมีส่วนร่วม และประชามติ
ในส่วนของ “ประชามติ” ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะไปถึงจุดนั้นหรือไม่ เพราะไม่มีการเขียนบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวแถมสถานการณ์ขณะนี้ยังสุ่มเสี่ยงว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร
อีกทั้งบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า แม้ผลประชามติจะออกมารับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่อาจสกัดกระแสต่อต้านได้เบ็ดเสร็จ จะทำได้ก็เพียงทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้น
หัวใจสำคัญในการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับอยู่ที่ เนื้อหา และกลไก การร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจะเห็นความพยายามสร้างการมีส่วนร่วมของการร่างรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการปฏิรูปไม่ว่าจะเป็นการดึงเอาตัวแทนที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกเข้ามาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)หลายพันคนเข้ามาเป็นมือไม้ร่วมทำงาน
หรือความพยายามผลักดันให้ตั้งเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแต่ละภาคส่วน และในแต่ละพื้นที่ ลบข้อครหาเรื่องการผูกขาดความคิด หรือการมีธงล่วงหน้า โดยเฉพาะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความพยายามสกัดตัดขาขั้วอำนาจเก่าออกจากการเมือง
รอบนี้การดึงเอาคู่ขัดแย้ง กลุ่มการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นจำเลย เข้ามาร่วมเสนอความเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญ จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง
เมื่อกลุ่มการเมืองเหล่านี้ ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ ในฐานะผู้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในหลายส่วนทั้งการเลือกตั้ง สส. รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ไปจนถึงการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง บทบาทหน้าที่องค์กรอิสระ ฯลฯ
การมีตัวแทนจากคู่ขัดแย้งเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ย่อมทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างนี้ถูกมองว่ามีที่มาจากทุกฝ่าย และจะทำให้การต่อต้านต่อไปในอนาคตทำได้ยากขึ้นหากมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดจะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหว
แต่อีกด้านหน่ึ่งการดึงคู่ขัดแย้งเข้ามาร่วมเสนอความเห็น อาจกลายเป็นกระแสตีกลับสร้างปัญหารุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมได้ หากข้อเสนอแนะนั้นไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
แถมจะกลายเป็นปัญหามากขึ้นหากการดึงคู่ขัดแย้งเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นเป็นเพียงแค่พิธีกรรมสร้างความชอบธรรมให้การร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าการต้องการฟังข้อเสนอแนะอย่างแท้จริง
ยิ่งแต่ละประเด็นที่จะบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น ล้วนแต่เป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างกว้างขวาง แค่ลำพังก็ยากจะหาข้อสรุปร่วมกันในสังคมอยู่แล้ว
ยิ่งหากต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ย่อมต้องมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ที่สำคัญหากแนวทางที่เลือกเดินนั้น ส่งผลเสีย หรือสร้างความได้เปรียบ เสียเปรียบทางการเมือง ย่อมสร้างความไม่พอใจและบานปลายกลายเป็นกระแสต่อต้านในที่สุดอยู่ดี
ที่ผ่านมาแค่ข้อเสนอ ข้อเรียกร้องของ กปปส. ที่เคยหยิบยกมาเคลื่อนไหวเมื่อครั้งออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งระบบเลือกตั้ง ที่มา สส. สว. ที่มานายกฯ ประเด็นปฏิรูปตำรวจ ประเด็นเลือกตั้ง ผวจ. เวลานี้หลายประเด็นดูจะจุดไม่ติดในเวทีปฏิรูป
ยังไม่รวมกับข้อเสนอแนะจากกลุ่มอื่นๆที่เริ่มเสนอสู่สาธารณะ หากประเด็นเหล่านี้ไม่ได้รับการเหลียวแล รับฟังนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง แต่กลับเป็นไปตามธงที่วางเอาไว้
สุดท้ายการดึงภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็น แต่ไม่อาจนำไปสู่การปฏิบัติ อาจกลายเป็นกับดักที่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งมากขึ้น







