posttoday
จีนฟื้น ‘เส้นทางสายไหม’ หนุนร่วมมือสกัดสหรัฐ

จีนฟื้น ‘เส้นทางสายไหม’ หนุนร่วมมือสกัดสหรัฐ

13 พฤศจิกายน 2557

โดย...เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม

โดย...เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม

“เส้นทางสายไหม” เป็นเส้นทางประวัติศาตร์สำคัญที่เชื่อมโลกตะวันออกไปยังตะวันตก ผ่านการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า วัฒนธรรม ประเพณี และปรัชญา ของผู้คนทั้งสองซีกโลก และยังนำความรุ่งเรืองมาสู่แผ่นดินมังกรในขณะนั้นอีกด้วย

เงาแห่งความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจในอดีต กอปรกับเศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่ยังอ่อนแอ ส่งผลให้จีนไม่อาจพึ่งพาการส่งออกได้เช่นเดิม รวมถึงแรงกดดันทางการเมือง ผ่านนโยบายการหวนคืนสู่เอเชียของสหรัฐ ก็เป็นเสมือนแรงบีบให้พญามังกรเร่งปรับปรุงนโยบายใหม่ในการพัฒนาประเทศ ด้วยการวางกรอบความร่วมมือในระดับพหุภาคี ผ่านแผนงานอภิมหาโปรเจกต์ในการฟื้นคืนชีพ “แนวเขตเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหมใหม่” อีกครั้ง

การผลักดันนโยบายดังกล่าว เริ่มขึ้นราวกลางปี 2013 ระหว่างการเดินทางไปเยือนคาซัคสถานของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ซึ่งผู้นำแดนมังกรกล่าวถึงศักยภาพ “เส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจ” อันเป็นเครือข่ายในเส้นทางบกที่จะเชื่อมต่อถนนหลวง ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่นๆ จากจีนไปยังเอเชียกลาง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปเส้นทางสายไหมใหม่ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียกลาง 

นอกจากนี้ ราวเดือน ต.ค. 2013
สีจิ้นผิงยังเสนอกรอบความคิด “เส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21” ระหว่างเยือนอินโดนีเซีย อันเป็นเส้นทางเดินเรือที่ยึดโยงระหว่างประเทศต่างๆ ในสองมหาสมุทร ทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกและอินเดีย ในเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ผ่านการขยายการลงทุนในการสร้างท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม และยังถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จีนใช้สร้างสัมพันธ์กับชาติสมาชิกในอาเซียนด้วย

ยุทธการ “รุกตะวันตก” ผ่านเส้นทางสายไหมใหม่ระยะทางยาวกว่า 7,000 กิโลเมตร ที่พาดผ่านหลายประเทศครั้งนี้ ทำให้จีนกลายเป็นศูนย์กลางการเจรจาต่อรองทางเศรษฐกิจของโลก แถมยังสามารถสยายปีกอิทธิพลทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารทั่วภูมิภาคเอเชียด้วย ซึ่งเป็นเสมือนความท้าทายสำคัญที่ส่งกลับไปยังพญาอินทรีสหรัฐ ไม่ให้รุกคืบเข้ามาครอบงำเอเชียด้วยนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” เช่นที่ผ่านมา

แม้การผลักดันเส้นทางสายไหมใหม่ครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็มความฝันในการกลับมายิ่งใหญ่เช่นในอดีตอีกครั้งของพญามังกร แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องตรงกันว่า โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคนี้ยังไม่มีคุณภาพ ฉะนั้น การพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นประเด็นหลักที่จีนต้องเร่งแก้ไข

ล่าสุดในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนประกาศจัดตั้งกองทุนเส้นทางสายไหมถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.31 ล้านล้านบาท) เพื่อลงทุนและสนับสนุนด้านการเงินในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและการเงิน รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

นอกจากนี้ จีนยังเตรียมงบประมาณอีกราว 1.63 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.35 แสนล้านบาท) เพื่อรองรับการขยายระบบถนนหนทาง ระบบราง และระบบการขนส่งสินค้าทางท่อ เชื่อมต่อประเทศต่างๆ รอบภูมิภาค รวมถึงตั้งกองทุนความร่วมมือทางทะเลระหว่างจีนและอาเซียน มูลค่า 3,000 ล้านหยวน (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยทางทะเลและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความปลอดภัยทางทะเล

นอกจากสินเชื่อที่จีนปล่อยกู้แก่ประเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคแล้ว จีนยังลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับอีก 20 ประเทศ ก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) เพื่อสนับสนุนการเงินทุนในการก่อสร้างสาธาณูปโภคต่างๆ ที่มีมูลค่าสูงถึง 21.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 693 ล้านล้านบาท) ช่วงปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยจีนลงขันเป็นจำนวน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.64 ล้านล้านบาท)

แม้กรอบความร่วมมือบนเส้นทางสายไหมดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปยังเศรษฐกิจ ทว่าประเด็นดังกล่าวยังเกี่ยวเนื่องกับน่านน้ำในมหาสมุทรที่เชื่อมโยงถึงเรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะข้อพิพาทเหนือพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้กับหลายประเทศในอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน อันเป็นเส้นทางผ่านสำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเลที่อาจจะทำให้แผนการผลักดันเส้นทางสายไหมสะดุดลงได้

ล่าสุด จีนตัดสินใจเลี่ยงเส้นทางที่ผ่านน่านน้ำฟิลิปปินส์แล้ว หลังทางการตากาล็อกยื่นเรื่องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการแห่ง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฏหมายทะเล ชี้ชาดข้อพิพาททางทะเลที่เกิดขึ้นกับจีน ขณะที่ชาติสมาชิกอื่นๆ ในอาเซียนไม่ได้เข้าร่วมดำเนินคดีทางกฎหมายดังกล่าว

เส้นทางสายไหมใหม่นี้จึงถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแผ่อิทธิพลด้านเศรษฐกิจของจีนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภูมิภาคเอเชีย และเอื้อประโยชน์แก่ชาติอาเซียน กระนั้นก็ตามจีนต้องไม่ลืมว่า การผลักดันเส้นทางสายไหมให้บรรลุความสำเร็จได้อย่างแท้จริง ต้องสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสันติภาพ ลดความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน เพื่อแสวงหาความร่วมมือสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท