สองปีสุดท้ายของโอบามา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ กำลังตกอยู่ในสภาพคล้ายกับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เมื่อ 8 ปีก่อน คือยังอยู่ในตำแหน่ง แต่ประชาชนเบื่อหน่ายเต็มที
คะแนนนิยมในตัวโอบามาตกต่ำลงมาก มีประชาชนถึงประมาณ 60% ที่ไม่พอใจการทำหน้าที่ของเขา และนี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคเดโมแครตแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมาแบบหมดรูป
ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงภาพลักษณ์ของความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกับโอบามา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถหยุดยั้งความพ่ายแพ้ เพราะผู้มีสิทธิออกเสียงกว่าครึ่งบอกว่าการไปเลือกตั้งเป็นการไปแสดงประชามติเกี่ยวกับการทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีของโอบามา
หลังการเลือกตั้ง ซึ่งถึงผลแพ้ชนะจะยังไม่ชัดเจนครบทุกเขต แต่พรรครีพับลิกันก็ได้ครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติแล้วทั้งสองสภา กล่าวคือ ในสภาผู้แทนซึ่งเดิมก็ครองเสียงข้างมาก 233 ต่อ 199 อยู่แล้ว ครั้งนี้ได้ที่นั่งเพิ่มอีกอย่างน้อย 12 ที่นั่ง ส่วนในวุฒิสภา ได้เปลี่ยนจากพรรคเสียงข้างน้อยมาเป็นพรรคเสียงข้างมาก โดยได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อยอีก 7 เป็น 52 ที่นั่ง
นอกจากนี้ ในระดับมลรัฐ รีพับลิกันก็ได้ตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 3 รวมเป็น 31 มลรัฐ
ผลของการเลือกตั้งทำให้การทำงานในช่วง 2 ปีที่เหลือของโอบามาจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก โอกาสที่จะผลักดันนโยบายหรือกฎหมายใหม่ๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ในขณะเดียวกันการดำเนินการตามนโยบายเดิมก็จะพลอยมีอุปสรรคตามไปด้วย
สัญญาประชาคมที่ให้ไว้เมื่อ 6 ปีก่อน ว่าจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมและการเมืองของสหรัฐ กำลังจะกลายเป็นเพียงลมปากที่ไม่มีแก่นสารและสาระใดๆ
กล่าวกันว่า ประธานาธิบดีสหรัฐที่กลายเป็นเป็ดง่อยในบ้านของตัวเองจะหันเหความสนใจไปที่เวทีต่างประเทศ เพราะการแสดงบทบาทบนเวทีโลกมีข้อจำกัดทางกฎหมายน้อยกว่า รวมทั้งเป็นที่ที่สมาชิกรัฐสภาไม่สามารถตามไปราวีได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเดินทางไปร่วมประชุมเอเปกที่จีนในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา กับ จี20 ในออสเตรเลียในอีก 2-3 วันข้างหน้า มีคนเป็นห่วงว่าความโดดเด่นของโอบามาจะลดลงไปมาก ทั้ง วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย กับ สีจิ้นผิง ของจีน ซึ่งต่างกำลังมีปัญหากับสหรัฐ อาจถือโอกาสแสดงความเย็นชาและมองข้ามหัวโอบามา รอเวลาที่สหรัฐจะมีผู้นำที่มีอำนาจเต็มคนต่อไป
โชคดีของโอบามาที่การต้อนรับของสีจิ้นผิงยังดูอบอุ่นกว่าท่าทีเฉยเมยที่มีต่อนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ซึ่งภาพข่าวปรากฏในเวลาไล่เลี่ยกัน
คนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองในสหรัฐอย่างใกล้ชิดอาจสงสัยว่า คนอเมริกันเริ่มเบื่อหน่ายโอบามามาตั้งแต่เมื่อไร เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนเพิ่งเลือกโอบามากลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 อีกทั้งในช่วง 2 ปีหลัง เศรษฐกิจของสหรัฐก็ดีขึ้นเป็นลำดับ
กล่าวโดยทั่วไป ประเด็นหาเสียงใหญ่ๆ ในสหรัฐมักจะมีอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องเศรษฐกิจกับเรื่องการต่างประเทศ ผมจะขอพูดในส่วนที่เกี่ยวกับโอบามาทีละเรื่อง ดังนี้
หนึ่ง เรื่องเศรษฐกิจ แม้ว่าจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้เครดิตโอบามา กลับถือเป็นผลงานของ เบน เบอร์แนนคี ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของอดีตประธานาธิบดีบุชแห่งพรรครีพับลิกัน
โอบามาไม่ได้มีภาพลักษณ์ของความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และการหาเสียงครั้งนี้ก็ไม่ได้มีการตอกย้ำเรื่องเศรษฐกิจมากนัก ประกอบกับแม้ว่าอัตราการว่างงานในประเทศจะลดลง แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ค่าจ้างและเงินเดือนเฉลี่ยสูงขึ้น คนส่วนใหญ่จึงยังไม่รู้สึกว่าอยู่ดีกินดีขึ้นมากนัก
กลุ่มที่มีรายได้และความร่ำรวยเพิ่มมากที่สุดคือ กลุ่มที่ลงทุนในตลาดหุ้น แต่กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นรีพับลิกันอยู่แล้ว และมักจะมีความเชื่อว่า หากมีผู้นำรีพับลิกัน เศรษฐกิจจะไปไกลกว่านี้
เรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงตลอดการดำรงตำแหน่งของโอบามาคือ เรื่องหลักประกันสุขภาพที่เป็นที่รู้จักกันในนาม...โอบามาแคร์ นโยบายนี้ชนชั้นกลางจำนวนมากรู้สึกว่าฟุ่มเฟือยเกินกว่าเหตุ และจะทำให้พวกเขาต้องแบกรับภาระภาษีอันหนักอึ้งในอนาคต
สอง เรื่องการต่างประเทศ เรื่องนี้กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้โอบามาถูกโจมตีหนักที่สุด โดยโอบามาเริ่มต้นในสมัยแรกด้วยการบอกว่าจะถอนทหารออกจากอิรักและอัฟกานิสถาน ซึ่งฝ่ายรีพับลิกันถือว่าเป็นการแสดงความอ่อนแอและทำให้ข้าศึกได้ใจ
ในระยะแรก ไม่มีข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดว่าใครผิดใครถูก แต่หลังจากนั้นอำนาจและบารมีของสหรัฐในเวทีระหว่างประเทศก็ถูกท้าทายมากขึ้นเป็นลำดับ โดยในตะวันออกกลาง นอกจากปัญหาในอิรักกับอัฟกานิสถานจะไม่ยุติ กลับมีจุดเดือดเพิ่มขึ้นในซีเรีย ซึ่งโอบามาไม่สามารถทำให้เย็นลงได้
ทั้งรัสเซียและจีนต่างมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น เห็นได้ชัดจากการที่รัสเซียประกาศผนวกคาบสมุทรไครเมียของยูเครน และจีนทะเลาะกับทั้งญี่ปุ่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เรื่องหมู่เกาะในทะเลจีนใต้
ผมเชื่อว่าจุดหักเหที่สำคัญมากจุดหนึ่งคือ การแลกนักโทษกับกลุ่มตาลีบันในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขัดกับหลักการทั่วไปในการต่อต้านการก่อการร้าย
ล่าสุดโอบามากำลังเจรจากับอิหร่านเรื่องการจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งหนึ่งในข้อแลกเปลี่ยนคือ การยกเลิกแซงก์ชั่น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เดิมก็เชื่อว่าจะผ่านสภายากอยู่แล้ว ยิ่งผลการเลือกตั้งออกมาเป็นเช่นนี้ โอกาสผ่านยิ่งเหลือน้อยเต็มที
การประหารชีวิตนักโทษชาวอเมริกันกับชาวอังกฤษของกลุ่มตาลีบันด้วยการตัดคอออกอากาศเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตอกย้ำความไร้น้ำยาของรัฐบาลโอบามา และแม้แต่การมีคนติดเชื้ออีโบลาในสหรัฐก็กลายเป็นความผิดพลาดในการบริหารจัดการของโอบามาในสายตาของคนอเมริกันด้วย
อย่างไรก็ตาม ในความตกต่ำของโอบามาและของพรรคเดโมแครต ยังมีนักการเมืองเดโมแครตคนหนึ่งที่ทรงตัวอยู่ได้ คนคนนั้นคือ ฮิลลารี คลินตัน อดีตคู่แข่งในพรรคเดียวกันของโอบามา และเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศให้รัฐบาลโอบามาสมัยแรก
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมเป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับฮิลลารี ข่าวดีคือ โอกาสที่จะมีคู่แข่งที่น่ากลัวภายในพรรคเดียวกันมีน้อยลง เดโมแครตทุกคนอาจถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องร่วมมือร่วมใจสนับสนุนฮิลลารีสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีก 2 ปีข้างหน้า ส่วนข่าวร้ายคือ การจะชนะคู่ชิงจากพรรครีพับลิกันอาจจะยากลำบากมากขึ้น
สิ่งที่ฮิลลารีได้ทำระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมคือ การสร้างสายสัมพันธ์กับผู้สมัครพรรคเดโมแครตจำนวนมาก ด้วยการไปช่วยปราศัยหาเสียง และร่วมกิจกรรมระดมทุนต่างๆ
ณ จุดนี้ เธอแทบจะสามารถมองข้ามช็อตไปถึงการชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือน พ.ย. 2016 แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เธอจะต้องประเมินและซาวเสียงอย่างเงียบๆ ว่าจะได้รับการตอบรับดีแค่ไหน หากไม่เห็นทางชนะ การไม่ลงสมัครตั้งแต่ต้นอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ส่วนสมาชิกพรรคเดโมแครตที่ได้รับผลกระทบจากความตกต่ำของโอบามามากที่สุดคงจะไม่ใช่ใครนอกจาก มิเชล โอบามา ความฝันที่จะได้เป็นประธานาธิบดีหญิงผิวสีคนแรกของสหรัฐริบหรี่ลงจนแทบจะไม่เหลือแสงสว่างให้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า


