
‘ตรัง’เสนอตัวตั้งโรงไฟฟ้า
เสนอคสช.สภาอุตฯรับพลังงานถ่านหินกลุ่มมิตรผลเล็งลงทุนชีวมวลภาคใต้
เสนอคสช.สภาอุตฯรับพลังงานถ่านหินกลุ่มมิตรผลเล็งลงทุนชีวมวลภาคใต้
สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรังเสนอตัวเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน เผยกลุ่มมิตรผลเล็งลงทุนระบบชีวมวล
นายอดิศร ตันเองฉ้วน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ได้เสนอต่อที่ประชุมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรื่องการสร้าง โรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งทั้งทางรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็รับฟังและมีข้อเสนอเรื่องการดำเนินการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้ โดยให้กลุ่มบริษัท มิตรผล ดูแล เรื่องโรงไฟฟ้าชีวมวล ส่วน จ.ตรัง ดูแลเรื่องไฟฟ้าถ่านหิน
“จ.ตรัง ถือเป็นจุดที่เหมาะสมที่จะสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในภาคใต้ได้ อย่างเช่นกรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เคยเข้ามาดำเนินการสำรวจพื้นที่ใน อ.กันตัง เพื่อที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์มาแล้ว ซึ่งในส่วนนี้สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรังเห็นว่า น่าจะลองหันมาทบทวนกันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ฝ่ายของมวลชน ฝ่ายของประชาชน หรือฝ่ายของผู้นำชุมชน ควรหาทางออกซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของ จ.ตรัง” นายอดิศร กล่าว
ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ตรัง กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา จ.ตรัง และ ภาคใต้มีปัญหาเรื่องกระแสไฟฟ้าตกบ่อยครั้งมาก ทำให้มีต้นทุนสูงและเกิดปัญหาขาดแคลนด้านพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมา ทางสภาอุตสาหกรรมฯ สนับสนุนอยาก ให้เกิดโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพราะจะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีความมั่นคงของพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ โดยดูได้ จากการปิดซ่อมท่อก๊าซในช่วงที่ผ่านมาเป็นเวลา 28 วัน ทำให้ต้องใช้ไฟฟ้า จากภาคกลาง และซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย ด้วยงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท
นายอดิศร กล่าวว่า ปัญหาหลัก ของการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ จ.ตรัง ที่สะดุดลง เกิดจากการที่ผู้นำชุมชนและมวลชนออกมาคัดค้านโดยไม่ศึกษาในมุมกว้าง ว่าการสร้างโรงไฟฟ้ามีผลกระทบจริงหรือไม่ อีกทั้งยังมีบางกลุ่มเข้ามาให้ข้อมูลที่บิดเบือน หรือไม่ยอมรับการสร้างโรงไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นชีวมวลหรือถ่านหิน
“ไม่มีใครอยากมาลงทุนธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มใน จ.ตรัง หากพลังงานยังไม่มี ความมั่นคงหรือไม่มีเสถียรภาพ แต่ถ้ามีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ก็จะทำให้สามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้” ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง กล่าว
นายอดิศร กล่าวว่า ในอนาคตการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จะต้องเข้าถึงกลุ่มมวลชนให้มากขึ้น และปรับเปลี่ยนแนวทางกระบวนการด้านมวลชนให้มากขึ้น ไม่ควรใช้วิธีการแค่จัดประชุมสัมมนาผู้นำ ชุมชน หรือแค่พาไปศึกษาดูงาน เพราะ ไม่สามารถถ่ายทอดให้ประชาชนใน หมู่บ้านเกิดความเข้าใจได้ สุดท้ายผู้นำชุมชนแทนที่จะเข้าข้างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ แต่กลับไปฟังประชาชนเหมือนเดิม







