
แบ่ง 4 หมวด รธน. งอก "ปรองดอง-ผู้นำที่ดี"
การทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นับว่ามีประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุด เมื่อที่ประชุมคณะ กมธ.ได้คลอดโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาอย่างเป็นทางการ หรือที่คณะ กมธ.เรียกว่า “แบบแปลนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยมีรายละเอียดแบ่งออกเป็น 4 ภาค
ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน มี 2 หมวด ได้แก่ หมวด 1 พระมหากษัตริย์ หมวด 2 ประชาชน โดยในหมวดประชาชนมีทั้งหมด 5 ส่วน ประกอบด้วย 1.ความเป็นพลเมือง 2.สิทธิเสรีภาพของพลเมือง 3.หน้าที่พลเมือง 4.การมีส่วนร่วมทางการเมือง และ 5.การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง มี 7 หมวด ได้แก่ 1.ระบบผู้แทนที่ดีและผู้นำทางการเมืองที่ดี 2.แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ 3.รัฐสภา 4.คณะรัฐมนตรี 5.การคลังและการงบประมาณของรัฐ 6.ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน และ 7.การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น
ภาค 3 นิติธรรม ศาล และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มี 2 หมวด ได้แก่ 1.ศาลและกระบวนการยุติธรรม และ 2.การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ
ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง มี 2 หมวด ได้แก่ 1.การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม และ 2.การสร้างความปรองดอง
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการด้านเนื้อหาจำนวน 10 คณะ เพื่อให้ไปดูในรายละเอียดด้วย เช่น “มานิจ สุขสมจิตร” รับผิดชอบด้านสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง “ปกรณ์ ปรียากร” รับผิดชอบด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบของประชาชน “สุจิต บุญบงการ” รับผิดชอบด้านผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง “บรรเจิด สิงคะเนติ” รับผิดชอบด้านศาลและกระบวนการยุติธรรม “ไพบูลย์ นิติตะวัน” รับผิดชอบด้านการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” รับผิดชอบด้านการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง เป็นต้น
ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ได้มีข้อเสนอแนะในเรื่องรายละเอียดที่ควรมีไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นจำนวนมาก เช่น การกำหนดให้มีกรอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ในรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญในอดีตจะบัญญัติแค่การให้ประมวลจริยธรรมเท่านั้น โดยที่ไม่ได้นำรายละเอียดของจริยธรรมมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือการเพิ่มกลไกและอำนาจให้กับประชาชนในการฟ้องร้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าอาจมีการกระทำทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ เป็นต้น แต่ประเด็นที่ที่ประชุมคณะ กมธ.ต่างเห็นตรงกันที่สมควรมีไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ การกำหนดสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญ
ในเรื่องดังกล่าว กมธ.ยกร่างฯ ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกันพอสมควร โดยมีสาระสำคัญตรงที่จะทำอย่างไรเพื่อให้การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เป็นรูปธรรม ภายหลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปจนถึงการสิ้นสุดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่กำหนดสภาพบังคับเพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งมาสานต่อการปฏิรูปจาก คสช. อาจทำให้ปัญหาของประเทศไม่ได้รับการแก้ไข จึงจำเป็นที่จะต้องมีบทบังคับเอาไว้ แต่ในรายละเอียดยังไม่ได้สรุปว่าจะเขียนบทบัญญัติเพื่อให้เกิดสภาพบังคับดังกล่าวอย่างไร โดยจะต้องรอความเห็นจากคณะอนุ กมธ.ก่อน
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ แถลงถึงผลการประชุมว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการหยิบปัญหาบ้านเมืองมาเป็นกรอบในการยกร่างฯ ซึ่งทางคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะตั้งคณะอนุ กมธ.จำนวน 10 ชุด เพื่อรับผิดชอบการยกร่างฯ ในแต่ละภาค โดยจะประกอบด้วย กมธ.ยกร่างฯ 45 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ รวมถึงผู้มีส่วนได้เสีย และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า การให้สมาชิก สปช.เข้ามาร่วมอยู่ด้วย เนื่องจากเห็นว่าท้ายสุดร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าสู่การพิจารณาของ สปช. ดังนั้นหากให้ สปช.เข้าร่วมตั้งแต่ตอนนี้ ก็จะเกิดความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของแต่ละมาตรา และทำให้การพิจารณารัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในวันที่ 13 พ.ย. จะมีคำสั่งตั้งคณะอนุ กมธ.ให้เสร็จสมบูรณ์ต่อไป
พล.อ.เลิศรัตน์ ย้ำว่า คณะ กมธ.ยกร่างฯ มีเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญจำนวน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. ซึ่งถึงเวลานั้นจะมีความเห็นที่ตกผลึกจากหลายฝ่ายเสนอเข้ามายังคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ว่าจะเป็นจาก สปช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) คสช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งคาดว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จในวันที่ 17 เม.ย. 2558 และจะนำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในวันที่ 4 ก.ย. 2558 และเชื่อว่าปลายเดือน ก.ย. จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญลงมา







