
เอสเอ็มอีอ่วมถึงปีหน้าสังเวยพิษเศรษฐกิจ
เดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แม้ในภาพรวมเศรษฐกิจของปี 2558 จะปรับตัวดีขึ้นจากในปีนี้
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
เดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แม้ในภาพรวมเศรษฐกิจของปี 2558 จะปรับตัวดีขึ้นจากในปีนี้ แต่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะยังคงลำบาก โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีหน้าจะเติบโตได้แบบค่อยเป็นค่อยไปราว 4% เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ค่อยดีนัก โดยมีการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานเป็นตัวช่วยหลัก ส่วนปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ไม่เกิน 1.5%
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ กิริฎา เภาพิจิตร เศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทยของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ซึ่งประเมินว่า ภาคการส่งออกที่อาจเติบโตไม่ถึง 5% จากคาดการณ์เดิมในเดือน ต.ค. ไว้ที่ 6.4% เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดนั้น จะเป็นปัจจัยลบสำคัญให้จีดีพีไทยขยายตัวได้เพียง 3.5% หรือน้อยกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการลงทุนภาครัฐ ที่เรียกความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนเพิ่ม นอกจากนี้ การอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น จะทำให้เม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลเข้ามาสู่ไทยผ่านการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) โดยศักยภาพไทยยังมีความน่าลงทุน เห็นได้จากผลสำรวจประเทศที่น่าลงทุน 189 ประเทศ ปีนี้ไทยปรับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 จากอันดับ 28 ในปีที่แล้ว ขณะที่ยอดเอฟดีไอของไทย 9 เดือนแรกของปีนี้ก็มากกว่าปีที่แล้ว สะท้อนว่าต่างชาติยังสนใจลงทุนไทย
“ธนาคารโลกขอรอติดตามตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3 จากสภาพัฒน์ก่อน เพื่อนำมาพิจารณาประมาณการจีดีพีปี 2558 อีกครั้งในเดือน ม.ค. ปีหน้า แต่โดยภาพรวมเชื่อว่าน่าจะดีกว่าปีนี้ โดยเอฟดีไอของไทยยังสดใสไป 2 ปี แต่ในระยะกลาง 35 ปี ต้องมาดูอีกครั้งเรื่องศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพคน เพราะทางอินโดนีเซียและเวียดนามก็พัฒนาขึ้นมากเช่นกัน” กิริฎา กล่าว
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงในปี 2558 มีทั้งความเสี่ยงในภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินโลกและการค้าโลกที่ขยายตัวในระดับต่ำ คาดว่าการส่งออกปี 2558 ขยายตัวที่ 3.5% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นรวม 2 ครั้ง สู่ระดับ 2.5% และค่าเงินบาทจะผันผวนในทิศทางอ่อนค่า โดยประเมินปีหน้าเงินบาทจะอ่อนค่าสู่ระดับ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ
ขณะที่ ศิริวัฒน์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยการลงทุนภูมิภาค 2 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการอัดฉีดทางการเงินของญี่ปุ่นที่กำลังทำให้เงินเยนอ่อนค่า จะทำให้ประเทศคู่แข่งต้องเพิ่มปริมาณเงินออกมาเพื่อรักษาความสามารถในการส่งออก ซึ่งจะส่งผลมาถึงอาเซียนด้วย โดยในภาวะที่การส่งออกของโลกขยายตัวเพียง 3% ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องแย่งชิงการขยายตัวของการส่งออกให้เพิ่มมากขึ้น
ด้าน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มดอกเบี้ยคงอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่อง และการที่ดอกเบี้ยจะแพงขึ้นคงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังชะลอตัวยาวถึงปี 2558 นอกจากนี้การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาระทางการเงินของรัฐบาลที่มีการกู้เงินไว้จะยังทำให้ภาระดอกเบี้ยรัฐบาลยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และตราบใดที่รัฐบาลยังมีแผนในการลงทุนโครงการต่างๆ ผ่านการกู้เงิน จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สะท้อนว่าดอกเบี้ยของไทยจะยังไม่มีโอกาสปรับขึ้นในช่วงนี้







