
การมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ
การจัดสรรแบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าโดยประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน นั้นคือ การแสดงออกแห่งการใช้อำนาจสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตย ที่มีสาระสำคัญมากกว่าเฉพาะการทำหน้าที่ไปเลือกตั้งเท่านั้น หากจะทำบ้านใหม่ให้มีความแข็งแรงทนทานจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อนุชนอีกหลายรุ่น การวางรากฐาน “แนวคิดทางการเมือง” ไม่ต้องเร่งรีบที่จะทาสีบ้าน หรือแค่การเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นจึงน่าจะพินิจการเมืองการปฏิรูปประเทศโดยภาคประชาชน ดังนี้
การจัดสรรแบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่าโดยประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน นั้นคือ การแสดงออกแห่งการใช้อำนาจสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตย ที่มีสาระสำคัญมากกว่าเฉพาะการทำหน้าที่ไปเลือกตั้งเท่านั้น หากจะทำบ้านใหม่ให้มีความแข็งแรงทนทานจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อนุชนอีกหลายรุ่น การวางรากฐาน “แนวคิดทางการเมือง” ไม่ต้องเร่งรีบที่จะทาสีบ้าน หรือแค่การเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นจึงน่าจะพินิจการเมืองการปฏิรูปประเทศโดยภาคประชาชน ดังนี้
1.การเมืองภาคประชาชนในวิกิพีเดีย ตามแนวคิดของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ แบ่งการพิจารณาไว้ 3 แนวทางปฏิบัติ คือ 1.การริเริ่มกฎหมาย 2.การลงประชามติ และ 3.การถอดถอน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องในหลักการ “การมีส่วนร่วมทางการเมือง” ซึ่งในสภาพการปกครองของ คสช. ที่มีกฎอัยการศึก คงมีข้อถกเถียงกันอีกมากมายที่ทำให้ความสมบูรณ์ของ “การเมืองภาคประชาชน” นั้นยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ “การเคลื่อนไหวต่างๆ ของภาคประชาชนอาจเป็นปัญหาการสร้างเสถียรภาพของรัฐบาล คสช. แต่ทว่า คสช. เองก็ต้องสร้างความชอบธรรมให้กับประชาชนโดยเฉพาะสโลแกน “คืนความสุขให้กับประชาชน” ดังนั้น มิอาจปฏิเสธภาคประชาชนที่เป็นกำลังสำคัญ หรือเป็นพลเมือง ที่จะต้องร่วมกันสร้างการปฏิรูปประเทศ ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจที่จะเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน คสช. ต้องแยกมิตร แยกความคิดต่างๆ ให้ดีว่า ผลประโยชน์แห่งชาติคืออะไร อย่าเหมาเข่งทั้งหมด ทุนทางสังคมเพื่อการปฏิรูปมีอยู่อย่างมหาศาล ต้องเปิดใจให้เกิดการสร้างบรรยากาศเพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง
2.นิยามที่ว่า “พลเมืองมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ วางแผน และขับเคลื่อนการพัฒนา และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ” เป็นแนวคิดคุณหมอประเวศ วะสี ที่น่าสนใจ ก่อตัวเป็นรูปแบบและขบวนการต่างๆ มากมาย ดังนั้น การปฏิรูปประเทศครั้งนี้ จุดเด่น คือ การมีภาคประชาชนหรือพลเมือง ส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมอยู่แล้ว ในทางรัฐศาสตร์ถือว่ากลุ่มพลังทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลประเภทหนึ่ง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองมาแล้ว และที่สำคัญคือ “พลังเงียบ” ที่ คสช. ไม่ควรประมาท อาจเป็นทั้งมิตรและศัตรูกันได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย “การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นข่าวใหญ่อยู่ในมือของ สนช.” รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2557 ก็รองรับการทำงานในรูปแบบรัฐสภาที่ให้ สนช. มีอำนาจเต็มตามมาตรา 6 ดังนั้น หาก สนช. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือจะสร้างบรรทัดฐานแห่งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ก็อย่าถึงกับให้ภาคประชาชนต้องออกมาบอกดังๆ อันนำไปสู่ความถดถอยทางการเมืองของผู้ปกครองนั่นเอง
3.แนวทางการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ ปราศจากการเมืองภาคประชาชนไม่ได้ เพราะการปฏิรูปครั้งนี้ทำไปเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อสืบทอดอำนาจรัฐหรือรักษาผลประโยชน์ของคนใด กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2557 ยังย้ำว่า ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางกติกาการเมืองให้รัดกุมเหมาะสม ... สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ... ในการดำเนินการดังกล่าวนี้จะให้ความสำคัญแก่หลักการพื้นฐานยิ่งกว่าวิธีการในระบอบประชาธิปไตยเพียงประการเดียว... ดังนั้น คงเป็นโอกาสที่ดีที่ภาคประชาชนจะได้มีการทบทวนบทบาทของตนเองว่า ที่ผ่านมาได้เป็นไปตามข้อกล่าวอ้างข้างต้นนั้นอย่างไร และจะลดช่องว่างหรือจัดระเบียบอะไรอย่างไรใหม่ เพื่อทำให้การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีความชอบธรรมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น กระบวนการปฏิรูปครั้งนี้ต้องสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงก่อนถึงจะสามารถนำไปสู่กระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์ได้
4.การปฏิรูปทุกครั้งที่ผ่านมา ข้อสังเกตคือ ความตื่นตัวทางการเมืองของภาคประชาชนอยู่ในระดับใด รัฐบาลสร้างเวทีหรือทางเลือกแห่งการแสดงออกไว้รองรับอย่างเพียงพอหรือไม่ เป็นการจัดเวทีแบบแก้บนหรือไม่ คือ ขอให้จัดให้เสร็จๆ ไป หากวัฒนธรรมทางการเมืองแบบทุนนิยมอุปถัมภ์ เล่นพรรค เล่นพวก จะยังคงดำรงอยู่ การปฏิรูปก็ล้มเหลวอีก ดังนั้น การได้เพียงแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงไม่ใช่คำตอบว่านั่นคือความสำเร็จของการปฏิรูป
โดยสรุป การดำเนินกิจกรรมโดยกระบวนการมีส่วนร่วม พบว่า เกิดวัฒนธรรมการประชุมที่ต้องมีคำตอบแทน หรือค่าเดินทางอันเป็นเหตุปัจจัยที่สังคมเปลี่ยนแปลงไป ผู้เข้าร่วมประชุมในยุคนี้แตกต่างกับสมัยผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ทั้งด้านรูปแบบและวิธีคิด ดังนั้น “การให้การศึกษาทางการเมือง” แก่ภาคประชาชนทุกคน ทุกระดับจึงมีความสำคัญอย่างมาก สิ่งสำคัญ การปฏิรูปประเทศที่ทุกคนต้องถือเป็นหน้าที่จะโยนความรับผิดชอบให้ใครก็ไม่ได้







