
ปิดฉาก ‘อภิรัฐมนตรี’
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศที่มีการพูดถึงและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ “การตั้งอภิรัฐมนตรี”
ประเด็นการปฏิรูปประเทศว่าด้วยข้อเสนอให้มีอภิรัฐมนตรีนั้นมาจากเวทีการเสวนาทางวิชาการของสถาบันพระปกเกล้าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย “สุรพล ศรีวิทยา” รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นผู้นำเสนอไอเดียดังกล่าว
หน้าที่สำคัญของอภิรัฐมนตรีอยู่ที่การเป็นดุลอำนาจใหม่อีกอำนาจหนึ่ง นอกเหนือไปจากอำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ โดยอำนาจของอภิรัฐมนตรีจะเป็นกลไกเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาในกรณีที่อำนาจอธิปไตยเดิมทั้งสามมีปัญหาความขัดแย้งกันเอง
สำหรับประเทศไทยเคยมีกลไกที่เรียกว่าอภิรัฐมนตรีมาแล้ว โดยเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้มีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอภิรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์
ในเว็บไซต์ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองของสถาบันพระปกเกล้า (www.kpi.ac.th) อธิบายถึงอภิรัฐมนตรีว่า “เทียบเท่าได้กับสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ 5 มีหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาชั้นสูงแก่พระมหากษัตริย์ ซึ่งให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกิจการการเมืองการปกครองและนโยบายของประเทศ อภิรัฐมนตรีสภา มีการกำหนดการประชุมทุกๆ วันศุกร์ สัปดาห์ละครั้ง โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธานในการประชุม เริ่มการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 ณ พระที่นั่งบรมพิมาน อภิรัฐมนตรีสภา ได้ให้คำปรึกษาแนะนำในเรื่องที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดินหลายเรื่องที่สำคัญ”
เวลานั้นผู้ทำหน้าที่อภิรัฐมนตรีมีจำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช 2.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต 3.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ 4.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ 5.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ต่อมากลไกอภิรัฐมนตรีได้ถูกยกเลิกไปภายหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475
ตลอดเวลาที่ประเทศไทยใช้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ยึดหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ส่วน “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” มาโดยตลอดไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่ฉบับก็ตาม
แต่กระนั้นการพยายามสร้างดุลอำนาจที่ 4 ขึ้นมาให้กับประเทศก็ได้ถูกปัดฝุ่นอีกครั้งเมื่อปี 2549 เมื่อมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวนหนึ่งต้องการให้มีคณะบุคคลที่ทำหน้าที่แก้วิกฤตในกรณีที่อำนาจ 3 ฝ่ายไม่สามารถหาทางออกได้ ทว่ากลับไม่ประสบความสำเร็จเพราะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนั้นที่มี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานคณะ กมธ.ฯ ไม่เห็นด้วย
ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุมของ ส.ส.ร.ได้บรรยายถึงเรื่องการพยายามให้มีคณะกรรมการดังกล่าวผ่านมาตรา 69 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิของบุคคลในการต่อต้านโดยสันติวิธีว่า
“ในบทบัญญัติในมาตรานี้ในเบื้องต้นได้บัญญัติไว้สองวรรค โดยบทบัญญัติวรรคสองนั้นได้กำหนดให้มีคณะบุคคลซึ่งประกอบด้วยผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ด้านต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศที่ไม่อาจแก้ไขได้โดยวิถีทางปกติ
แต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ตัดวรรคสองออก เพราะเห็นว่าบทบัญญัติในส่วนนี้อาจไม่มีความจำเป็นเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางโครงสร้างเพื่อป้องกันมิให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านการเมืองเช่นที่ผ่านมาไว้พอสมควรแล้ว นอกจากนี้ การมีบทบัญญัติให้มีองค์กรแก้วิกฤตของประเทศยังเป็นการสร้างความสับสนเพราะเป็นบทบัญญัติที่ไม่สามารถกำหนดคำนิยามหรือขอบเขตการบังคับใช้อย่างชัดเจนได้”
แม้ว่าเรื่องการให้มีอำนาจอธิปไตยที่ 4 จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคม แต่ถ้ามองจากท่าทีของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ คณะ กมธ.ยกร่างฯ ในปัจจุบันแล้วมีแนวโน้มว่าเรื่องดังกล่าวคงเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ สปช.และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะเป็นการทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างทางการเมืองที่ซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น เช่น ถ้าเกิดกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งเป็นที่สิ้นสุดแล้ว แต่อภิรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย แบบนี้จะทำอย่างไร หรือกระบวนการสรรหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่อภิรัฐมนตรีจะมีกลไกใดที่เป็นการรับประกันว่าจะได้คนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมาดำรงตำแหน่ง เนื่องจากปัจจุบันกระบวนสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทยมีปัญหามาโดยตลอด
นอกจากนี้ เป้าหมายการปฏิรูปของ สปช.และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในครั้งนี้ ต้องการเสริมสร้างกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยให้องค์กรอิสระมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐแบบบูรณาการมากขึ้น มากกว่าจะไปสร้างกลไกใหม่ที่อาจสร้างความซ้ำซ้อน
เหนืออื่นใด ถ้าประเทศไทยมีดุลอำนาจที่ 4 ขึ้นมาจริง ย่อมส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีปัญหาในเรื่องความชอบธรรมในทางการเมืองมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้เอง ทันทีที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตั้งอภิรัฐมนตรีเริ่มดังขึ้น บรรดาผู้นำ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ ต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เห็นด้วยและย้ำว่าเป็นเพียงข้อเสนอของนักวิชาการเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้กระแสบานปลายจนลามไปทั้งองคาพยพของ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งกำลังพยายามสร้างความชอบธรรมสำหรับการทำงานใหญ่ในอนาคต







