posttoday
ล้างหนี้คนจน งานหินกระทรวงคลัง

ล้างหนี้คนจน งานหินกระทรวงคลัง

12 พฤศจิกายน 2557

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ผลของหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นแรงกดดันให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซบเซา รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรกด้วยการจ่ายหนี้ค่ารับจำนำข้าวให้ชาวนา เร่งให้มีการเบิกจ่ายงบค้างท่อ การบริโภคก็ยังขยายตัวต่ำ ไม่มีแรงส่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แทนการส่งออกที่หดตัวอย่างหนักได้เลย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 3 หนี้ครัวเรือนในสถาบันการเงินที่ ธปท.กำกับดูแลและของธนาคารของรัฐมีสัดส่วน 83.49% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่หนี้จำนวนนี้ไม่รวมหนี้นอกระบบที่คาดกันว่าหากรวมหนี้นอกระบบหนี้ครัวเรือนอาจจะมีสัดส่วนถึง 100% ของจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่า 15-16 ล้านล้านบาท

สัดส่วนหนี้ที่สูงจนสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงการคลังเป็นแม่งานคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขและลดสัดส่วนหนี้ลงให้ได้ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบที่สร้างปัญหาหนักแก่ครัวเรือนระดับรากหญ้า รวมไปถึงหนี้บัตรเครดิตอีกด้วย

ล่าสุด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง เตรียมพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะปานกลางในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ โดยคลังจะสนับสนุนให้เอกชนจัดตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.)  ทั่วประเทศ เพื่อให้รากหญ้ารีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบมาอยู่ในระบบลดภาระดอกเบี้ยของครัวเรือน ทำให้ภารกิจหลักของคลังหลังจากนี้คือการปลุกเครื่องยนต์ คือ การบริโภค การลงทุนในประเทศ ให้เป็นแรงขับเคลื่อนไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน ให้คนมีเงินไว้จับจ่ายใช้สอย ไม่จมอยู่ในวังวนของภาระหนี้สินจนลามไปทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดูแย่ลง

ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะพูดง่าย แต่เวลาลงมือทำนั้นแสนยากที่จะประสบความสำเร็จ และสุ่มเสี่ยงต่อการที่รัฐบาลจะถูกดิสเครดิต เพราะหากดูถึงความคืบหน้าของมาตรการทั้งสองเรื่อง พบว่ายังไม่เห็นอะไรที่เป็น
รูปธรรม ทั้งการจัดตั้ง “นาโนไฟแนนซ์” ก็แทบไม่มีโอกาสเปิดตัวได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้เลย เนื่องจากยังไม่มีเอกชนรายใดเสนอตัวเข้ามาขอจดทะเบียนกับกระทรวงการคลัง แม้ในเงื่อนไขจะเปิดให้คิดดอกเบี้ยได้ถึง 36% ต่อปี แต่คงไม่มีเจ้าหนี้นอกระบบรายไหนอยากจะเข้ามาให้ต้องถูกตรวจสอบบัญชีและเสียภาษีให้วุ่นวาย อีกทั้งการปล่อยกู้รายย่อยถ้าไม่ใช่คนในพื้นที่ ที่รู้ข้อมูลลูกหนี้เป็นอย่างดี มีโอกาสสูงมากที่บริษัทสินเชื่อรายย่อยจะเจอหนี้เสีย

 แม้ในหลักการเรื่องนี้ถ้าทำได้คงจะออกมาดีมาก แต่คนที่คิดเรื่องนี้คงลืมมองเรื่องความเป็นไปหรือบริบทของสังคมไทย ที่ยังมีคนที่ด้อยการศึกษาอีกเป็น 10 ล้านคน ซึ่งคนเหล่านี้ไม่สนใจดอกเบี้ย 36% ต่อปี ว่าจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน เพราะคนเหล่านี้สนใจแต่เพียงขอให้มีแหล่งที่กู้เงินได้ง่าย มีน้อยจ่ายน้อย มีมากก็จ่ายมาก ดังนั้นการตั้งบริษัทสินเชื่อรายย่อย จึงเป็นเหมือนการเกาไม่ถูกที่คัน 

ทางด้าน “โครงการแก้หนี้นอกระบบ” ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ที่เป็นเช่นนี้เพราะคลังยังไม่โดดเข้ามาแก้ไขเรื่องนี้อย่างเต็มตัว ไม่มีการหารือลงลึกเรื่องวิธีปฏิบัติกับแบงก์รัฐ เพราะกระทรวงการคลังเองยังไม่สามารถตอบแบงก์รัฐได้ หากกรณีที่ปล่อยกู้แล้วเกิดความเสียหายขึ้น จะมีการตั้งงบประมาณชดเชยความเสียหายหรือเพิ่มทุนให้แบงก์รัฐหรือไม่ เพราะขณะนี้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ หรือซูเปอร์บอร์ด กำลังแก้เรื่องการกำกับและตรวจสอบแบงก์รัฐให้โอนอำนาจมาให้ ธปท. ยิ่งทำให้เกิดภาวะแช่แข็ง เพราะกระทรวงการคลังเองก็ไม่กล้าที่จะสั่งแบงก์รัฐให้ปล่อยกู้เสี่ยงๆ ได้เต็มปาก

ขณะที่ประสบการณ์การทำโครงการแก้หนี้นอกระบบของแบงก์รัฐ 2 ครั้งที่ผ่านมา เมื่อปี 2547 สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร และในปี 2553 สมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งสองครั้งทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ

ที่สำคัญโครงการนี้ถูกตราหน้าว่า เป็นโครงการประชานิยม ที่เอาไว้หาเสียงให้รัฐบาล เมื่อหมดยุคของรัฐบาลเก่า พอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ก็ไม่ให้ความสำคัญตั้งงบชดเชย เพราะถือว่าเป็นโครงการของรัฐบาลเก่า ทำให้คนที่ตกที่นั่งลำบากคือแบงก์รัฐ ที่ต้องแบกหนี้เน่าจากโครงการนี้เอง ทำให้แบงก์รัฐ ขยาดที่จะปล่อยกู้ในโครงการแก้หนี้นอกระบบไปด้วย

ทำให้โครงการแก้หนี้นอกระบบครั้งที่ 3 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงยังไม่มีใครกล้าออกมาเป็นหัวเรือใหญ่ ทั้งกระทรวงการคลังและแบงก์รัฐต่างก็นิ่งเฉยกันหมด แม้จะมีการเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้ในระดับจังหวัด แต่ก็ทำแบบเสียไม่ได้ เนื่องจากเกรงว่าการลงไปทำอย่างนั้น อาจส่งสัญญาณผิดต่อครัวเรือน ทำให้ไม่กลัวการกู้เงินนอกระบบ คิดว่าเดี๋ยวรัฐบาลก็จะเอาเงินแบงก์รัฐมาจ่ายหนี้ให้ อาจยิ่งทำให้ปัญหาหนี้สินฝังรากหยั่งลึกในสังคมไทยเข้าไปอีก นำไปสู่การผิดวินัยการคลังเป็นปัญหาระดับประเทศ

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าคงจะมีเอกชนไม่มากที่สนใจจะทำธุรกิจนี้ เพราะยังมีเงื่อนรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.บ.ทวงหนี้ ห้ามทวงหนี้โหด จำกัดเวลาการทวงหนี้ ทำให้คนที่จะเข้ามาก็ต้องคิดให้ดี

ขณะนี้จึงมีเพียงธนาคารรัฐ 2 แห่ง ที่ถูกสั่งให้มีบทบาทในการแก้หนี้ประชาชน คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสินเท่านั้น ที่ออกมาทำตามนโยบายแบบมีเงื่อนไข และคาดว่าทั้งสองธนาคารอาจจะต้องทำมากขึ้นอีก หากคลังต้องผลักดันให้เกิดนาโนไฟแนนซ์ในรูปแบบของเอกชนให้ได้ตามนโยบาย โดยออมสินอาจต้องเป็นแหล่งเงินกู้ให้ แต่ขอรับความเสี่ยงจำกัดจากบริษัทเอกชนที่มาขอเงินกู้ไปทำธุรกิจ ในขณะที่ ธ.ก.ส.ก็จะเข้าไปปล่อยกู้เอง เพราะรู้จักลูกหนี้ดีที่สุดและมีความถนัดที่สุดในธุรกิจนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท