
"มั่งคั่งอย่างไม่เท่าเทียม"ทำนักลงทุนหนีเอเชีย
ในระยะเวลาช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของเอเชียนั้นเติบโตได้อย่างเฟื่องฟู
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
ในระยะเวลาช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของเอเชียนั้นเติบโตได้อย่างเฟื่องฟู เห็นได้จากข้อมูลจากสถาบันธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบีไอ) ที่พบว่า ในช่วงปี 1990-2010 อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของชาติเอเชียที่กำลังพัฒนานั้นเติบโตเฉลี่ยถึง 7% เลยทีเดียว ที่ได้ส่งผลให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอัตราความยากจนลดลง
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมาจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี โลกาภิวัตน์ การปฏิรูปตลาดต่างๆ โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ทำให้ผู้คนเลือกที่จะหันหน้าเข้ามาหาแรงงานที่มีศักยภาพมากกว่าแรงงานที่ไม่มีศักยภาพ หันหน้าเข้ามาพื้นที่เมืองมากกว่าพื้นที่ในชนบท ที่ในท้ายที่สุดแล้วผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “ความไม่เท่าเทียมทางด้านรายได้”
ปัญหาดังกล่าวเห็นได้จาก เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิ้ลยูอีเอฟ) ได้ทำการสำรวจบรรดาผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำชั้นนำของโลกเกือบ 1,800 คน พบว่า สิ่งที่บรรดาผู้นำกังวลมากที่สุดในช่วง 1218 เดือนข้างหน้า คือ “เรื่องความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มมากขึ้นทางด้านรายได้” ซึ่งผลสำรวจในปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 2
คำถามก็คือว่า ความไม่เท่าเทียมเหล่านี้จะนำไปสู่อะไร คำตอบแรกแน่นอนว่า คือความไม่พอใจของคนในสังคม ที่ในท้ายที่สุดแล้ว อาจจะส่ง “ผลกระทบต่อความวุ่นวายทางการเมือง” ได้ในที่สุด โดยรายงานของนิกเกอิ เอเชียน รีวิว ได้ระบุว่า เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนได้เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้คนออกมาประท้วงที่ท้องถนน
ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วในประเทศต่างๆ ของเอเชียที่ความไม่เท่าเทียมทางสังคมนี้ ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ฮ่องกง รวมไปถึงไทยเอง ก็ต้องเผชิญหน้ากับการประท้วงของประชาชน เนื่องด้วยปัญหาดังกล่าวมาแล้ว
แม้ว่า ต้นสายปลายเหตุของการประท้วงของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน ทว่าต้นกำเนิด ของความไม่พอใจในตัวชนชั้นปกครองก็เพิ่มขึ้นมาจากความไม่เท่าเทียมนั่นเอง
เห็นได้จากดัชนีกินี ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดถึงความไม่เท่าเทียมทางรายได้ โดยหากดัชนีอยู่ในระดับ 0 สะท้อนว่าประเทศดังกล่าวมีความเท่าเทียมอย่างมาก ทว่า หากดัชนีอยู่ที่ 1 จะเป็นการสะท้อนว่า ในประเทศดังกล่าวมีความไม่เท่าเทียมกันอย่างมาก และหากดัชนีอยู่เหนือระดับ 0.4 แล้วจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงว่า ความไม่เท่าเทียมอยู่ในระดับน่าเป็นห่วงที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคมได้
อ้างอิงจากข้อมูลของสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ (ซีไอเอ) พบว่า ดัชนีกินีของฮ่องกงนับว่าอยู่ในระดับสูง ในช่วงปี 2011 โดยอยู่ที่ 0.537 ขณะที่ไต้หวันอยู่ที่ 0.342 ในปี 2011 ทว่า จากแนวโน้มจะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2000 ดัชนีกินีของไต้หวันอยู่ที่ 0.326 เท่านั้น และรายงานของนิกเกอิ ยังระบุด้วยว่า ในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีหม่าอิงจิ่ว ของไต้หวัน ได้ส่งผลให้ช่องว่างความไม่เท่าเทียมนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย
ในขณะที่ในดัชนีกินีของไทยเมื่อปี 2010 นั้นอยู่ที่ 0.394 ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าที่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งในเดือน ส.ค. 2011
ฉะนั้นแล้ว เมื่อมีความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในปัจจุบันบรรดานักลงทุนไม่ได้มองเพียงแต่เรื่องศักยภาพในการเติบโตที่จะเหมาะสมในการลงทุนเท่านั้น ทว่า ยังคำนึงถึงมาตรวัดอื่นๆ อย่าง ดัชนีกินีด้วย
ดั่งที่ได้เห็นตัวอย่างมาแล้ว ในประเทศไทยเองที่ในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเมืองได้ทำให้บรรดานักลงทุนต่างขนเงินหนีออกจากประเทศกันเป็นจำนวนมาก บริษัทต่างๆ พิจารณาเลื่อนแผนการลงทุน จนสื่อต่างประเทศต่างเริ่มตีแผ่รายงานว่า ไทยเริ่มจะไม่ได้เป็นเทฟลอน ไทยแลนด์อีกต่อไปแล้ว
ในกรณีการประท้วงของไต้หวันนั้น แม้ว่า การประท้วงที่เกิดมาจากชนชั้นกลาง และชนชั้นล่างที่แทบจะไม่ได้ประโยชน์จากการเซ็นสัญญาการค้ากับจีน จะไม่ได้ยืดเยื้อจนส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง แต่ก็นับว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่สั่นคลอนเกาะแห่งนี้ไม่น้อย เพราะนี่นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนเข้ายึดสภานิติบัญญัติในประวัติศาสตร์ของไต้หวันเลยทีเดียว
ส่วนในกรณีการประท้วงของนักศึกษาฮ่องกงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยนั้นก็เห็นได้ว่ากระทบต่อเศรษฐกิจได้ชัดเจนทีเดียว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ที่ใช้วัดกิจกรรมภาคการผลิตของโรงงานและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ จัดทำโดยธนาคารเอชเอสบีซี และมาร์กิต บริษัทข้อมูลด้านการเงินชื่อดัง พบว่า พีเอ็มไอ เดือน ต.ค. ปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ 47.7 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี และยังเป็นระดับที่สะท้อนถึงการหดตัวอีกด้วย
นอกจากนี้แล้ว สมาคมเพื่อการจัดการการค้าปลีกฮ่องกง เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ยอดขายของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) บนเกาะฮ่องกง ซึ่งนับในช่วงวันหยุดยาวช่วงวันชาติจีน ตรงกับวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ปรับตัวลดลงมากที่สุดถึง 80% โดยเอสเอ็มอีในฮ่องกงคิดเป็นสัดส่วนของบริษัททั้งหมดถึง 98% เลยทีเดียว
ด้านรายงานจากไชน่า เดลี ระบุว่า มีการประเมินกันว่า เศรษฐกิจของฮ่องกงนั้นเสียหายถึง 4 หมื่นล้านเหรียญฮ่องกง (ราว 1.648 แสนล้านบาท) ขณะเดียวกัน ติงจือเจีย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในกรุงปักกิ่ง ระบุเมื่อช่วงที่การประท้วงยังตึงเครียด ว่า การไหลออกของเงินทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ เซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง รายงานว่า เหตุการณ์ประท้วงของกลุ่มออคคิวพาย เซ็นทรัล ในฮ่องกง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพิจารณาโยกย้ายการลงทุนออกจากเกาะฮ่องกง นอกจากนี้ นักธุรกิจบางรายยังอยู่ระหว่างพิจารณาย้ายการลงทุนออกจากเขตเมืองเช่นเดียวกัน เพราะหากการประท้วงยืดเยื้อ ฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก
“เอสเอ็มอีบางรายกำลังพิจารณาที่จะจำกัดการลงทุนของพวกเขาในฮ่องกง และพวกเขาอาจจะย้ายการลงทุนไปยังจีนหรือไต้หวันแทน” เอ็ดเวิร์ด ลัม ประธานสหพันธ์การพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีของฮ่องกง ระบุ
ฉะนั้นแล้ว หากชาติในเอเชียที่กำลังพัฒนาไม่หาทางแก้ไขปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องยากที่ประเทศต่างๆ จะหลุดออกจากวงโคจรของการประท้วง ที่นำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศเช่นนี้เรื่อยไป







