posttoday
เงินเฟ้อสะท้าน รัฐลอยตัวพลังงาน

เงินเฟ้อสะท้าน รัฐลอยตัวพลังงาน

11 พฤศจิกายน 2557

เวลาล่วงมาถึงสองเดือน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ยังไม่สามารถหาข้อสรุปกรอบอัตราเงินเฟ้อเพื่อใช้ดูแลเศรษฐกิจในปี 2558

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง 

เวลาล่วงมาถึงสองเดือน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ยังไม่สามารถหาข้อสรุปกรอบอัตราเงินเฟ้อเพื่อใช้ดูแลเศรษฐกิจในปี 2558

ประเด็นสำคัญของการกำหนดกรอบครั้งนี้อยู่ที่ ธปท.ได้เสนอคลังให้ปรับเปลี่ยนจากการใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน มาเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปดูแลเศรษฐกิจ เพื่อสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงและเป็นหลักสากล แต่กระทรวงการคลังยังแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะกลัวว่าจะเป็นข้อจำกัดในการบริหารดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาล

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ธปท.ใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจมาตลอด โดยกรอบเงินเฟ้อทั่วไปปี 2557 อยู่ที่ 0.53% ต่อปี

ข้อดีของการใช้อัตราเงินเฟ้อฟื้นฐาน เนื่องจากการคำนวณอัตราเงินเฟ้อฟื้นฐานมีการตัดปัจจัยด้านราคาพลังงานและราคาอาหารสด เพราะราคามีความผันผวนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้การใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีเสถียรภาพไม่ผันผวน จึงทำให้การดำเนินนโยบายการเงิน การขึ้นลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.มีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจมากกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งมีการคำนวณราคาพลังงานและอาหารสดเข้าไปด้วย ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีการเคลื่อนไหวผันผวน จึงทำให้การดำเนินนโยบายการเงินยากลำบากไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การใช้กรอบอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นกรอบในการดูแลเศรษฐกิจก็มีปัญหา ไม่สะท้อนสถานการณ์ได้ทันท่วงที เพราะอัตราเงินเฟื้อพื้นฐานปรับตัวขึ้นลงช้า ในบางครั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับขึ้นไปสูง แต่อัตราเงินพื้นฐานยังอยู่ในระดับเดิมไม่ปรับสูงขึ้นตาม จึงทำให้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายดูแลเศรษฐกิจมีความล่าช้า และเป็นเรื่องอธิบายให้สังคมเข้าใจยาก

จากปัญหาดังกล่าว จึงทำให้ ธปท.ชงเรื่องให้คลังเห็นชอบใช้กรอบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในการดูแลเศรษฐกิจปี 2558 ที่จะต้องสรุปกันให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้ เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วรัฐบาลต้องคิดหนัก เพราะรัฐบาลมีการเดินหน้าลอยตัวราคาพลังงานทั้งระบบ เพื่อลดความเสียหายจากการต้องเข้าไปอุดหนุนนับแสนล้านบาทต่อปี

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี รวมถึงปรับเพิ่มภาษีราคาน้ำมันดีเซล จึงทำให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปรอบหนึ่งแล้ว จนทำให้รัฐบาลต้องขอร้องผู้ประกอบการช่วยตรึงราคาสินค้าไว้ให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

ล่าสุดรัฐบาลยังมีแผนปรับราคาพลังงานภายในสิ้นปีนี้อีกรอบ โดยกำลังตัดสินใจว่าจะปรับราคาก๊าซแอลพีจีจากกิโลกรัมละ 22.63 บาท รวดเดียวเป็น 26 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนหน้าโรงกลั่น รวมถึงจะปรับเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซลอีกลิตรละ 4 บาท จากปัจจุบันเก็บอยู่ลิตรละ 0.75 บาท และยังมีแผนเลิกตรึงราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 30 บาทอีกต่อไป ทำให้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซลในปีหน้าจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ลิตรละ 3035 บาท

แผนการปรับราคาพลังงาน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตทันที ทำให้ต้นทุนขนส่งสินค้าจ่อขยับ ทำราคาสินค้าและบริการต่างๆ พุ่ง ค่ารถเมล์ เรือโดยสาร แท็กซี่ เข้าแถวขอขยับปรับราคา ขณะที่ราคาอาหารการกินก็ขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น กระทบหนักกับผู้มีรายได้น้อย

ภาวะดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าปีนี้อย่างมาก โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นหากกระทรวงการคลังเห็นชอบให้ ธปท.ใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจ จึงทำให้มีความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงเกินกรอบที่ ธปท.กำหนด และทำให้ ธปท.ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อดูแลเสถียรภาพ

แต่การดำเนินการดังกล่าว จะส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงฟื้นตัวเกิดการชะงักงันและขยายตัวถอยหลังอีกครั้ง เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรง เห็นได้ชัดจากเศรษฐกิจปีนี้ที่ยังขยายตัวได้ไม่เต็มที่ เพราะเครื่องยนต์ต่างๆ ยังเร่งไม่ขึ้น ทั้งการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ

ยิ่งดูมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธปท.ที่ออกมาด้วยคะแนนเสียงไม่เอกฉันท์ 6 ต่อ 1 ให้คงดอกเบี้ยไว้ 2% ต่อปี ขณะที่เสียงข้างน้อยให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่เหมาะกับการขึ้นดอกเบี้ย ในทางตรงกันข้ามควรลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น หากไม่กระทบกับด้านเสถียรภาพ

ดังนั้น การใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจจึงเป็นความเสี่ยงค่อนข้างรุนแรง เพราะนอกจากปีหน้าไทยจะเผชิญอัตราเงินเฟ้อสูง จนต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัดแล้ว ยังต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่ไปด้วย ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าที่คาดว่าจะโตได้ 45% อาจจะไปได้ไม่ถึงครึ่งทางเหมือนเศรษฐกิจปีนี้ก็ได้

เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วทำให้ประเมินได้ว่า คลังยังคงไม่กล้าเสี่ยงให้ ธปท.ใช้กรอบเงินเฟ้อทั่วไปดูแลเศรษฐกิจ โดยคงต้องขอให้ ธปท.ใช้กรอบอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานดูแลเศรษฐกิจเหมือนเก่าไปก่อน ซึ่งในช่วง 56 ปีที่ผ่านมา ธปท.ก็ใช้กรอบอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 0.53% ดูแลเศรษฐกิจมาตลอด และก็สามารถดำเนินนโยบายการเงินดูแลเศรษฐกิจได้เป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าเศรษฐกิจจะเจอปัญหาเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมืองภายในประเทศ

กระทรวงการคลังรู้ดีว่า ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจของไทยในปีหน้ายังมีอีกมาก ทั้งเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหา ปัญหาความไม่สงบของโลก ความรุนแรง ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวน ปัญหาภัยแล้งทำให้ราคาอาหารแพง รวมถึงปีหน้าประเทศไทยต้องปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ปัจจัยต่างๆ ส่งผลกระทบกับอัตราเงินเฟ้อในประเทศทั้งนั้น หากใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจ เท่ากับเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจ

หากดูตัวอย่างของประเทศอังกฤษที่มีการใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่าในช่วงหลายปีหลังที่ผ่านมา ประเทศอังกฤษไม่สามารถคุมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ได้ และก็ไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยคุมเงินเฟ้อทั่วไปให้กลับมาอยู่ในกรอบได้ เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวอยู่มีปัญหาเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางของอังกฤษต้องอธิบายสังคมว่า ทำไมจึงดูแลกรอบอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบไม่ได้อยู่ตลอดเวลา

กรณีของประเทศไทยคงไม่ต่างกัน หากใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบดูแลเศรษฐกิจ และมีปัญหาคุมไม่อยู่ ขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ รัฐบาลชี้แจงสังคมไม่ได้ จะทำให้การปรับเปลี่ยนดังกล่าวกระทบเศรษฐกิจ แล้วยังเป็นภัยต่อรัฐบาลว่าบริหารเศรษฐกิจล้มเหลวอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท