
รัฐเตรียมระดมทุน-สิ่งของช่วยประเทศติดเชื้ออีโบลา
รัฐบาลเตรียมจัดโครงการระดมทุนช่วยประเทศติดเชื้ออีโบลา พร้อมของบเพิ่ม 187 ล้านบาท เพิ่มแล็ปทั่วประเทศอีก 6 แห่ง
รัฐบาลเตรียมจัดโครงการระดมทุนช่วยประเทศติดเชื้ออีโบลา พร้อมของบเพิ่ม 187 ล้านบาท เพิ่มแล็ปทั่วประเทศอีก 6 แห่ง
เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ
นายยงยุทธเปิดเผยว่า สถานการณ์โรคอีโบลา ขณะนี้มีผู้ป่วยอีโบลาทั่วโลกรวม 13,268 ราย เสียชีวิต 4,960 ราย โดยที่ประชุมเห็นชอบ 4 มาตรการ ในการป้องกันโรคอีโบลา ได้แก่ 1. จัดทำโครงการรวมพลังปันน้ำใจ ต้านภัยอีโบลา ร่วมกับสภากาชาดไทยในการระดมทุนส่งไปช่วยเหลือประเทศแอฟริกาตะวันตกที่กำลังประสบปัญหาการระบาดของอีโบลาอย่างหนัก 2.ให้ สธ.ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศจัดประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนบวกสาม เพื่อป้องกันและควบคุมโรคอีโบลาในอาเซียน โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในวันที่ 14-15 ธ.ค.นี้
3.เห็นชอบกรอบงบประมาณ 3,000 ล้านบาทเตรียมความพร้อมรับมือกับโรคติดเชื้อทุกชนิด ส่วนงบประมาณเร่งด่วนในการรับมือโรคติดเชื้ออีโบลานั้น อยู่ที่ 187 ล้านบาท โดยต้องรอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และ 4.ให้ สธ.ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถานพยาบาลในมหาวิทยาลัยเพื่อค้นหา และดูแลผู้ป่วยสงสัยโรคอีโบลาในระบบเดียวกับ สธ. โดยจะเพิ่มห้องแล็บอีก 2 แห่ง คือ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั่วประเทศเป็น 8 แห่ง
“งบประมาณ 3,000 ล้านบาท ถือว่ามีความจำเป็น เมื่อเทียบกับปัญหา โดยไม่ได้ดูแค่โรคอีโบลาโรคเดียว แต่ยังรวมถึงโรคติดเชื้อทั้งหมด โดยเฉพาะโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่มักเกิดขึ้นทุก 2-3 ปี จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเฝ้าระวัง ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสรุปให้เฝ้าระวังพื้นที่ที่มีชาวแอฟริกันอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น จ.จันทบุรี และเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีชาวกินีเข้ามาค้าพลอยเป็นจำนวนมาก”รองนายกรัฐมนตรีกล่าว
ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สธ. กล่าวว่า สธ.ได้ดำเนินการ 3 เรื่อง คือ 1.ประสานการอบรมบุคลากรโรงพยาบาลทุกสังกัด ทั้ง สธ. กระทรวงกลาโหม โรงเรียนแพทย์ กทม. และโรงพยาบาลเอกชน ให้มีความพร้อมในการดูแลรักษาผู้สงสัยติดเชื้ออีโบลา เพื่อป้องกันการติดเชื้อในบุคลากร และการส่งตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจในห้องแล็บ 2. ให้ความรู้เรื่องโรคอีโบลาแก่ประชาชน และ 3.เตรียมความพร้อมท่าอากาศยาน ด้วยการติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกนเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิผู้เดินทางเข้าประเทศไปตลอด
ขณะที่ นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า งบประมาณระยะเร่งด่วนที่คณะกรรมการเห็นชอบในหลักการคือ 187 ล้านบาท ซึ่งยังต้องรอการพิจารณาจากสำนักงบประมาณอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการปรับปรุงห้องปฏิบัติการ ค่าเสี่ยงภัยบุคลากร ชุดป้องกัน รวมไปถึงน้ำยาในห้องปฏิบัติการ ส่วนการเพิ่มห้องตรวจเชื้ออีโบลาอีก 6 แห่ง ได้แก่ 1.คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี 2.คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล 3.โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 4.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 5.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ 6.คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์







