
เปิดศึกถอดถอน สนช.ถูกรุมกินโต๊ะ
เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายไม่น้อยสำหรับการรับเรื่องการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” อดีตประธานวุฒิสภา และ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายไม่น้อยสำหรับการรับเรื่องการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” อดีตประธานวุฒิสภา และ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.โดยมิชอบ ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับไว้พิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เดิมทีต้องไม่ลืมว่า สนช.สายทหารในฐานะผู้กุมเสียงข้างมากมากกว่า 100 เสียง ตบเท้ามีความเห็นพร้อมกันแล้วว่าจะลงมติไม่ให้ สนช.รับเผือกร้อนก้อนนี้ไว้ในมือด้วยเหตุผลทางกฎหมาย เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ไม่ได้ให้อำนาจ สนช.จึงไม่มีความชอบธรรมตามกฎหมาย พร้อมด้วยเหตุผลทางการเมืองอย่างการต้องการสร้างความปรองดอง เพราะในเมื่อ สนช.มีความคลุมเครือเกี่ยวกับอำนาจของตัวเองก็ไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่จะเป็นการสร้างเงื่อนไขอีก
แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า สนช.มีมติเสียงข้างมาก 87 ต่อ 75 เสียง ให้รับเรื่องไว้
อย่างไรก็ตาม ในมติเสียงข้างมากที่ออกมากลับซ่อนไว้ด้วยการแสดงนัยทางการเมืองของ สนช.สายทหารอยู่ไม่น้อย
กล่าวคือ เมื่อวันที่ 6 พ.ย. มี สนช.งดออกเสียง 15 คน มี สนช.แสดงตัวอยู่ในห้องประชุมแต่เกียร์ว่างไม่ใช้สิทธิออกเสียงใดๆ ทั้งสิ้น 13 คน และมี สนช.ขาดประชุมถึง 30 คน ตัวเลขที่ปรากฏออกมาคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. (วิป สนช.) เช็กลงไปก็พบว่าส่วนใหญ่เป็น สนช.สายทหาร
ในวิป สนช.ได้ประเมินว่าทหารได้ส่งสัญญาณออกมา 2 ประการด้วยกัน คือ 1.ไม่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดใน สนช. เพราะทหารและพลเรือนต้องร่วมกันทำงานกันอีกนานแต่ทหารก็ไม่อาจจะลงมติสนับสนุนได้ จึงเลือกที่จะเพิกเฉย และ 2.ในขั้นตอนสุดท้าย สนช.คงไม่อาจลงมติถอดถอนอดีตประธานสภาทั้งสองคนด้วยเสียง 3 ใน 5 หรือ132 เสียงจาก สนช.ทั้งหมด 220 คน ได้ ด้วยเหตุที่เสียงคัดค้านเริ่มแรกที่มีถึง 75 เสียง เป็นจำนวนตัวเลขที่มากเกินไป
ขณะที่การประชุม สนช.เพื่อพิจารณาคดีถอดถอน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จากโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 12 พ.ย. ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน
...คดีของ “ยิ่งลักษณ์” เมื่อเทียบกับ “นิคมสมศักดิ์” แล้วนับว่าต่างกันสิ้นเชิง
กรณีของอดีตประธานสภาทั้งสองนั้น “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. มีข้อสงสัยในเรื่องอำนาจหน้าที่ของ สนช.อยู่ จึงจำเป็นที่พรเพชรต้องขอมติจากที่ประชุม เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย จากนั้นค่อยดำเนินกระบวนการพิจารณาตั้งแต่การเชิญผู้ถูกกล่าวหาและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงเปิดคดี ไปจนถึงการตั้งคณะกรรมาธิการและการลงมติในขั้นตอนสุดท้าย
ผิดกับกรณีของยิ่งลักษณ์ที่ประธาน สนช.ไม่มีข้อสงสัยว่า สนช.จะมีอำนาจดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากในสำนวนและรายงานของ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ทำให้ประธาน สนช.เห็นว่า สนช.มีความชอบธรรมสำหรับการรับเรื่องนี้
“การที่ผู้ถูกล่าวหา (ยิ่งลักษณ์) ไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาว่าจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
“โดยพิจารณายุติหรือยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวของรัฐบาล เพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตและระงับยับยั้งมิให้เกิดความเสียหายจากการดำเนินโครงการมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นสภาพความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศ
“ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (1) ที่จะยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวนั้นได้” สาระสำคัญจากสำนวนของ ป.ป.ช.
ดังนั้น ในวันที่ 12 พ.ย.จะเป็นวันที่ สนช.เริ่มนับหนึ่งเดินหน้ากระบวนการถอดถอนตามข้อบังคับการประชุม สนช.ทันที โดยที่ประธาน สนช.ไม่จำเป็นต้องมาขอมติจาก สนช.อีกว่าสนช.มีอำนาจหรือไม่
ทั้งนี้ การเคาะระฆังเริ่มยกที่หนึ่งทั้งการถอดถอน “นิคมสมศักดิ์ยิ่งลักษณ์” ของ สนช.กำลังมีผลต่อการทิศทางการเมืองในอนาคตอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มการเมืองในเครือข่ายพรรคเพื่อไทยได้ออกมาเคลื่อนไหวกันพอสมควร แม้จะไม่ใช่การจัดตั้งมวลชนหรือการเปิดโต๊ะแถลงข่าวก็ตาม แต่ก็ได้อาศัยความถี่ในการการสื่อสารกับสังคมผ่านสื่อมวลชนอย่างหนักและต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นถึงจุดบกพร่องที่ สนช.ไม่ควรรับคดีถอดถอนไว้พิจารณา
ยิ่งเมื่อ สนช.ตัดสินใจรับเรื่องถอดถอนไปแล้ว แน่นอนว่าจะเป็นแรงขับให้พรรคเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหวอีก เนื่องจากพรรคเพื่อไทยรู้ดีว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายในใจว่าไม่ต้องการให้คนที่ถูกถอดถอนคืนสู่สนามการเมืองได้อีก เพื่อเป็นการตัดตอนอำนาจของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” หากพรรคเพื่อไทยปล่อยให้ สนช.ทำงานโดยปราศจากแรงกดดันจากภายนอกอาจมีผลให้สิ่งที่คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้อาจเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
ขณะเดียวกัน ใช่ว่าจะมีแรงกดดันจากฝ่ายพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่พุ่งใส่ สนช. เพราะกลุ่มมวลมหาประชาชนก็พยายามส่งสัญญาณเร้าให้ สนช.ลงมติ 3 ใน 5 เพื่อถอดถอน “นิคมสมศักดิ์และยิ่งลักษณ์” เช่นกัน
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เพียงแค่ในช่วงที่ สนช.จะตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับคดีถอดถอนนิคมและสมศักดิ์ ปรากฏว่ากลุ่ม กปปส. นำโดย “ถาวร เสนเนียม” ก็ได้ออกมาแสดงท่าทีกดดัน สนช.พร้อมกับบอกว่าหากไม่ดำเนินการจะต้องเจอกับมวลมหาประชาชน
ระหว่างทางของกระบวนการถอดถอนทั้ง “สมศักดิ์นิคมยิ่งลักษณ์” สนช.จึงตกอยู่ในสภาพเหมือน “ถูกริมกินโต๊ะ” เพราะต้องเผชิญแรงกดดันจากสองขั้วการเมืองที่จงใจบีบ สนช.มาเป็นระยะๆ ซึ่งอาจจะไประเบิดออกในวันสุดท้ายที่ต้องตัดสินว่าทั้งสามคนจะถูกถอดถอนหรือไม่
ถึงเวลานั้นบรรยากาศการเมืองที่ดูเหมือนสงบและสีเสื้อได้ถูกสลายไปแล้ว ก็อาจย้อนกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งในรูปเดิมอีกครั้งก็เป็นได้







