
บรูไนยุคก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ถือว่าเป็น 1 ใน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความโดดเด่นทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่น่าศึกษาและน่าจับตามอง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะบอร์เนียวมีอาณาเขตติดต่อกับบรรดาแว่นแคว้นต่างๆ ของทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซีย บรูไนมีพลเมืองเพียง 4 แสนคนเศษๆ แต่มีผลผลิตมวลรวมประชาชาติต่อหัวต่อปีสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมาองค์กรไอเอ็มเอฟได้จัดให้บรูไนเป็นประเทศที่ไม่มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศหรือหนี้สาธารณะเป็นศูนย์ นอกจากนั้นแล้วบรูไนยังถูกนิตยสารฟอร์บส์แห่งสหรัฐอเมริกาจัดให้เป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นอันดับ 5 โดยใช้เกณฑ์การวัดจากการมีปริมาณแหล่งสำรองทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย
ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ถือว่าเป็น 1 ใน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความโดดเด่นทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่น่าศึกษาและน่าจับตามอง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะบอร์เนียวมีอาณาเขตติดต่อกับบรรดาแว่นแคว้นต่างๆ ของทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซีย บรูไนมีพลเมืองเพียง 4 แสนคนเศษๆ แต่มีผลผลิตมวลรวมประชาชาติต่อหัวต่อปีสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมาองค์กรไอเอ็มเอฟได้จัดให้บรูไนเป็นประเทศที่ไม่มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศหรือหนี้สาธารณะเป็นศูนย์ นอกจากนั้นแล้วบรูไนยังถูกนิตยสารฟอร์บส์แห่งสหรัฐอเมริกาจัดให้เป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นอันดับ 5 โดยใช้เกณฑ์การวัดจากการมีปริมาณแหล่งสำรองทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย
ในอดีตระหว่างปี ค.ศ. 14851528 เป็นยุคที่องค์สุลต่านของบรูไนมีอำนาจมากที่สุดจนแทบจะกล่าวได้ว่าดินแดนบนเกาะบอร์เนียวเกือบทั้งหมดเป็นขององค์สุลต่านเรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 19 ประมาณปี ค.ศ. 1888 บรูไนได้ตกเป็นดินแดนภายใต้อาณัติของอังกฤษจนต่อมาได้รับเอกราชเป็นประเทศอิสระอีกครั้งในวันที่ 1 ม.ค. 1984 ซึ่งนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ บรูไนถือว่าเป็นประเทศเอกราชที่สร้างเนื้อสร้างตัวมานานเพียงแค่ประมาณ 30 ปีเศษๆ
บรูไนมีสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งเอเชีย” เนื่องจากเป็นประเทศที่ถือว่ามีความลงตัวทั้งทางด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรบรูไนที่ส่วนใหญ่แล้วนับถือศาสนาอิสลาม โดยมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามทั้งทางด้านธรรมชาติและทางด้านสถาปัตยกรรมแบบอิสลามที่คงความสวยงาม และความอลังการยิ่งใหญ่ไว้อย่างมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
ในมิติของการเมือง ประเทศบรูไนจัดเป็นประเทศที่มีการปกครองในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชโดยมีองค์ประมุขเป็นองค์สุลต่านที่มีอำนาจสูงสุดทั้งด้านบริหารและด้านการทหาร นับจากที่บรูไนได้รับเอกราชจากอังกฤษ การเมืองบรูไนจัดว่าเป็นการเมืองที่มีเสถียรภาพมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และปัจจัยดังกล่าวถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้บรูไนจัดเป็นประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจไม่แพ้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะค่าดัชนีการพัฒนาของประชากรบรูไนที่เป็นรองเพียงแค่ประเทศสิงคโปร์
สัปดาห์หน้าจะไปดูบรูไนในมิติทางด้านเศรษฐกิจกันบ้าง พร้อมกับประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้สนทนากับรัฐมนตรีวัฒนธรรม เยาวชน และกีฬาของบรูไน ที่ทำให้ทราบถึงนโยบายในการนำประเทศ “ไข่มุกแห่งเอเชีย” เข้าสู่สมาคมอาเซียน







