
ตลาดหลักทรัพย์ของบริษัท Size S
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บริษัท SMEs) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในด้านต่างๆ เป็นอย่างมาก
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บริษัท SMEs) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในด้านต่างๆ เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการจ้างงาน การส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ เป็นแหล่งรองรับการจ้างงานขนาดใหญ่และกระจายอยู่ทั่วประเทศ บริษัท SMEs ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ จะช่วยทำให้เศรษฐกิจในระดับภูมิภาคดีขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคอันเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายรายได้ที่ดีทางหนึ่ง โดยที่บริษัทเหล่านี้มีมากถึง 99% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด
แต่ส่วนใหญ่ประสบปัญหาสำคัญในการดำเนินธุรกิจ นั่นก็คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนซึ่งหากต้องการขยายโอกาสให้กับบริษัท SMEs แล้ว ก็จำเป็นต้องอาศัยกลไกตลาดทุนเป็นตัวเสริม ก็คือ การนำวิสาหกิจเหล่านี้เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ “ตลาดหุ้น” นั่นเอง
ปัจจุบันแม้ว่าตลาดหลักทรัพย์ mai (Market for Alternative Investment) จะสามารถให้โอกาสกับบริษัทขนาดกลางได้ระดับหนึ่ง คือเป็นธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป แต่ก็ยังมีบริษัท SMEs จำนวนไม่น้อยที่ “หมดโอกาส” ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าว ด้วยเงื่อนไขทุนจดทะเบียนและมาตรฐานทางบัญชี
ยังโชคดีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผนึกกำลังกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมจัดตั้งตลาดหุ้นอีกตลาดหนึ่งเป็นการเฉพาะเพื่อบริษัท SMEs ซึ่งความพยายามในการจัดตั้งตลาดหุ้นสำหรับบริษัท SMEs ในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทขนาดเล็กจริงๆ ที่มีคุณภาพดีสามารถระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกันได้ ทำให้ไม่มีภาระดอกเบี้ย ไม่ต้องมีภาระเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกันเหมือนกับการกู้จากธนาคารพาณิชย์
นอกจากช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กของไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนแล้ว ยังช่วยให้บริษัทขนาดเล็กที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นมีการพัฒนาระบบการดำเนินธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องระบบบัญชีที่จะมีมาตรฐานและโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะช่วยเสริมธุรกิจ SMEs ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนได้
นอกจากนี้ ได้ข่าวแว่วๆ มา 2 เรื่อง คือ เรื่องที่หนึ่ง กระดานหุ้น SMEs อาจมีเกณฑ์รับหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนที่ต่ำกว่าบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายใน ตลท.และตลาด mai ในเรื่องการรายงานผลประกอบการที่ตอนนี้บริษัทจดทะเบียนต้องรายงานทุกไตรมาส แต่อาจจะให้บริษัท SMEs รายงานทุกครึ่งปีหรือปีละ 1 ครั้ง เป็นต้น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของบริษัท SMEs ที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาด ในส่วนนี้ผมเห็นว่าไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะการรายงานผลประกอบการทุกไตรมาสนั้น จะช่วยให้ SMEs รู้สถานะทางการเงินของกิจการบ่อยขึ้นด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจและไม่น่าจะเป็นภาระ
ผมคิดว่าบริษัท SMEs ที่จะเข้ามาจดทะเบียนคงจะรับทราบและเตรียมตัวไว้อยู่แล้ว นอกจากนี้บริษัท SMEs จะก้าวเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ SMEs จะต้องมีความโปร่งใส เพราะ “ความโปร่งใส” คือหัวใจของตลาดทุนนั่นเอง การกำกับดูแลกิจการหรือธรรมาภิบาลเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน การมีกรรมการอิสระจะช่วยคานอำนาจผู้บริหารและช่วยตรวจสอบว่าการดำเนินธุรกิจนั้นมีความโปร่งใสจริงๆ
เรื่องที่สอง ได้ยินมาว่า อาจจำกัดกลุ่มผู้ลงทุนที่สามารถเข้ามาซื้อขายหุ้นในกระดานดังกล่าวได้จะต้องเป็นผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายบุคคลประเภท Accredited Investors (AI) ซึ่งมีความรู้ด้านการลงทุนและฐานะการเงินตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ที่ผ่านการรองรับโดย ก.ล.ต.แล้ว ประเด็นนี้ผมก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน เพราะเจ้าของบริษัทขนาดเล็กมักจะถือหุ้นในสัดส่วนที่สูง ไม่ค่อยขายให้คนนอกอยู่แล้ว ถ้าจำกัดคนซื้ออีก ผู้ลงทุนสถาบันไม่ได้ซื้อขายบ่อย และผู้ลงทุนประเภท AI ก็ไม่ได้มีมากมายอะไร ทั้งที่ผู้ลงทุนรายย่อยมีถึงกว่า 60% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดนะครับ
ทั้งหมดทั้งมวลนี้อาจจะนำไปสู่ปัญหาเรื่องสภาพคล่องว่าถ้าต้องการขาย คำถามก็คือ “แล้วจะขายให้ใคร?” โดยความกังวลเรื่องความหวือหวาของราคาจนไปจำกัดสภาพคล่อง ผมคิดว่าข้อเสียจะมากกว่าข้อดี เพราะสภาพคล่องเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนในระยะยาวครับ
ประเด็นทิ้งท้ายที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือ แม้ว่าผู้ลงทุนรายย่อยทั่วไปมักจะมีความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ในระดับที่ต่ำกว่าผู้ลงทุนสถาบัน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน มีผู้ลงทุนรายย่อยอีกมากที่มีความรู้และศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน เช่น พวกนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือที่เรียกกันติดปากว่า Value Investor
ดังนั้น ไม่ควรกีดกันผู้ลงทุนรายย่อยออกไปจากสังเวียนนี้ เพราะสังเวียนนี้เป็นเวทีของบริษัทเล็กๆ ที่มีศักยภาพสูง และหากบริษัทเหล่านั้นได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนก็จะทำให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
แทนที่จะกีดกันผู้ลงทุนรายย่อย ก็ควรจะช่วยกันหาหนทางว่าทำอย่างไรให้ผู้ลงทุนรายย่อยที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้น SMEs ได้เข้าใจตัวเองว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากเท่าใดก่อนการลงทุนจะดีกว่าครับ หรือให้มีการทดสอบความรู้ทางการเงิน ซึ่งเป็นข้อสอบที่จัดโดยหน่วยงานกำกับดูแล ก่อนการลงทุนในตลาดหุ้น SMEs ก็ยังได้
ใครสอบผ่านและทำแบบประเมินตนเองให้ทราบถึงระดับการยอมรับความเสี่ยงว่ามีความเหมาะสมกับการลงทุนในตลาดนี้ ก็สามารถลงทุนได้ ใครสอบไม่ผ่านก็ไปหาความรู้เพิ่มเติม แล้วมาสอบใหม่ก็น่าจะดีนะครับ
ส่วนผู้ลงทุนรายย่อยที่ไม่ผ่านการทดสอบก็ให้ไปซื้อขายผ่านกองทุนรวม เพราะกลุ่มนี้ยังมีความรู้ไม่ดีพอที่จะลงทุนด้วยตนเอง โดยสรุปผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะมีตลาดหุ้นเพื่อ SMEs แต่วิธีการต้องทำอย่างระมัดระวังเท่านั้นเองครับ







