
“ธรรมะ” มีทุกคน จะรู้หรือไม่รู้ก็มี
จะเรียนหรือไม่เรียนก็มี นอกจากเราจะเรียนภาษาของธรรมะหรือไม่เท่านั้น เมื่อเราเรียนรู้ สมมติบัญญัติของธรรมะ ก็เท่ากับเราอ่านออก เหมือนอ่านหนังสือ.
จะเรียนหรือไม่เรียนก็มี นอกจากเราจะเรียนภาษาของธรรมะหรือไม่เท่านั้น เมื่อเราเรียนรู้ สมมติบัญญัติของธรรมะ ก็เท่ากับเราอ่านออก เหมือนอ่านหนังสือ.
เด็กทารกไม่รู้เดียงสาเลย พอเกิดออกมาร้อง “แว้” นั่นก็เป็น “เวทนา” แล้ว. กินอะไรไม่อร่อยจับขว้างโยนทิ้งเปลี่ยนอันใหม่ นั่นก็เป็น “สังขาร” พอโตหน่อยจำอะไรๆ ได้ นั่นก็เป็น “สัญญา” “ธรรมะ” ย่อมมีอยู่อย่างนี้ทุกรูปทุกนาม
เรียนรู้อะไร?
เรียนให้รู้สมมติบัญญัติแล้วขว้างทิ้ง สัญญาเก่าใหม่, อดีต, อนาคต นั่นแหละ จึงจะถึงนิพพาน ตำรวจที่ไม่ถอดเครื่องแบบเสียก่อน ย่อมสืบความลับของโจรได้ยาก เหตุนั้นจึงควรบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้สนิทสนมกับขันธ์ 5 ของตนเสียก่อน จึงจะรู้ความลับของมัน นั่นแหละ เป็นตัว “วิปัสสนา”
“วิปัสสนา” เป็นตัว “ละ” “สมาธิ” เป็นตัว “ทำ” “วิปัสสนา” เราจะไปทำขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นตัวผล. “ศีล” เป็นเหตุ “สมาธิ” เป็นผล. “สมาธิ” เป็นเหตุ “ปัญญา” เป็นผล. “ปัญญา” เป็นเหตุ “วิมุตติ” เป็นผล
เมื่อทำเหตุแก่ ผลก็ย่อมแก่ตาม เหมือนผลไม้เมื่อสุกแก่มันก็หล่นเอง ไม่ต้องเอาไม้ไปสอย คนแก่มากๆ เข้าก็ตายเอง จะไปห้ามไม่ให้ตายก็ห้ามไม่ได้ จะบอกให้อยู่ก็อยู่ไม่ได้
“ศีล” บริสุทธิ์ ก็เปรียบเหมือนกับผ้าขาวธรรมดา ราคาเมตรละ 10 บาท ถ้าเราทำสมาธิด้วย ก็เหมือนเราเขียนลวดลายลงในผ้าขาว มันจะมีราคาสูงขึ้นถึงเมตรละ 40 บาท จิตเราก็เช่นเดียวกัน จิตที่เป็นสมาธิ ปัญญาก็เกิด ก็ย่อมเป็นผลราคาสูง
ต้อง “ทำ” แล้วจึงจะ “รู้” รู้แล้วมันจึงจะละ ต้องทำ “เหตุ” เสียก่อน แล้ว “ผล” ก็ย่อมเกิดเอง
“คนที่ไม่มีทาน ศีล ภาวนา” พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็น “คนยากจน” และถ้าท่านทรงเห็นว่า “ลูก” ของท่านเป็นคนยากจน ท่านก็จะทรงละอายมาก ถ้าลูกของท่าน เป็นคนมั่งมีศรีสุข ก็จะทำให้พ่อแม่มีหน้ามีตา มีชื่อเสียงไปด้วย
“อามิสบูชา” มีน้ำหนักเพียง 5 กิโลกรัม แต่ “ปฏิบัติบูชา” มีน้ำหนักถึง 100 กิโลกรัม เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องว่า “ปฏิบัติบูชา” เป็นบูชาอันเลิศ
“อามิสบูชา” นั้นเราจะทำซ้ำๆ ซากๆ ไม่ได้ ถ้าทำแล้วอาจจะกลายเป็นโทษหรือเป็นบาปไปด้วย ตัวอย่างเช่น ดอกไม้ที่เราจัดใส่พานหรือแจกันสวยๆ งามๆ นั้น เราจะนั่งเปลี่ยน 3 ชั่วโมง ทำใหม่ๆ อย่างนี้ก็ย่อมทำไปไม่ได้ หรือถ้าเห็นพระเดินมา เรานึกว่าท่านคงหิว ก็นำเงินไปใส่ในบาตรหรือในย่ามให้ท่านไปซื้อข้าว ซื้อแกง ซื้อของกิน ในเวลาวิกาลอย่างนี้ ก็ย่อมเป็นโทษแก่ท่าน และเป็นบาปแก่เราด้วย. “อามิสบูชา” จึงเป็นสิ่งที่ทำได้เฉพาะกาลเวลาเท่านั้น ไม่ใช่ทำได้เสมอไป
ส่วน “ปฏิบัติบูชา” นั้น ทำได้ไม่จำกัดกาลเวลา, สถานที่, หรือบุคคล
คนที่ “ทำทาน” มาก ก็จะให้ผลให้เขาเป็นคนมีทรัพย์สินอุดมสมบูรณ์ คนมี “ศีล” จะทำให้ได้อัตภาพที่ดี มีรูปร่างผิวพรรณงดงาม ไม่เป็นใบ้ บอดหนวก หรือหน้าตาวิปริตน่าชัง ถ้ามี “ภาวนา” ด้วย ก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ไม่เป็นบ้า วิกลจริต เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราทำทั้ง ทาน ศีล ภาวนา ให้ครบบริบูรณ์ทั้ง 3 อย่าง จึงจะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความสุขสมบูรณ์ทั้ง 3 ประการ
ให้ลองคิดดูเถิด สมมติว่ามีคนคนหนึ่งเป็นมหาเศรษฐี มีเงินทองมากมาย เพราะเขาได้ทำทานไว้ในชาติก่อนมาก แต่ไม่เคยได้รักษาศีล ๕ เลย เขาจึงเกิดมามีร่างกายน่าเกลียดน่าชังมาก คือ มือง่อย, ตีนหงิก, ตากลวงโบ๋, จมูกโหว่, ปากแหว่ง ดังนี้ มีใครบ้างที่จะพากันนิยมคบหากับเศรษฐีคนนั้น? นี่แหละ ถึงเขาจะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายเท่าใด ก็ไม่อาจช่วยตัวเขาให้มีความสุขได้ หรืออีกอย่างหนึ่ง สมมติว่ามีคนคนหนึ่งเป็นลูกเศรษฐี และตัวเองก็เป็นคนสวยงามมาก แต่เป็นคนวิกลจริต คิดดูสิว่า พ่อแม่เขาจะยอมยกทรัพย์มรดกให้ลูกคนนี้ปกครองหรือไม่?
เหตุนั้น “ภาวนา จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก”
“การภาวนา” นั้น ถึงแม้จะไม่ทำให้เราสำเร็จมรรคผลได้ในชาตินี้ ก็ย่อมเป็นปัจจัยให้เราเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดในชาติหน้า.
“ศีล” ก็เป็นเครื่องขัดเกลาหล่อหลอมให้เราเป็นคนสวย คนงาม เราต้องขัดกายวาจาใจของเราให้บริสุทธิ์สะอาด ให้เหมือนกับดอกไม้หอมที่จะถวายบูชาพระพุทธเจ้าในวันนี้ ตาของเราก็ขัดให้มันดี รูปใดไม่ดีที่ผ่านไป เราเห็นแล้วก็อย่าไปเกลียด, รังเกียจ ไม่ชอบ ถ้าเรารู้ว่าไม่ดีอย่าไปดู หูก็ขัดให้เป็นหูดี เสียงอะไรไม่ดีมากระทบก็อย่าไปเก็บเอามาโกรธ, เกลียดเสียอกเสียใจ จมูกได้กลิ่นไม่ดีมากระทบก็อย่าไปรังเกียจ รำคาญ ทำใจเฉยให้เป็นปกติ ไม่รับรู้อะไรเข้ามาให้จิตใจของเราเศร้าหมอง ต้องให้เป็นจิตที่บริสุทธิ์
บุญกุศลภายนอก คือ ความดีที่เกิดแต่กายวาจาของเรานี้ ก็จะกลายเป็นเหมือนกลีบดอกบัวที่หุ้มห่อเกสร คือ ดวงใจของเราไว้ให้บริสุทธิ์มีกลิ่นหอม คือ “มรรคจิต” เมื่อ “มรรคจิต” เกิดขึ้นเมื่อใด “ผลจิต” ก็ย่อมตามมา บุคคลผู้นั้นก็จะถึงซึ่งความสุขสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ และอริยทรัพย์, เป็นคนไม่ยากไม่จน, มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด, รูปร่างก็งดงาม, จะไปไหนก็มีคนยินดีต้อนรับ, รักใคร่, นิยมนับถือ สมกับเป็นลูกของพระพุทธเจ้า
จะมีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า







