
จริยะรัฐศาสตร์ 2 : ความดีในทางการเมือง
คนดี ระบบดี บ้านเมืองจึงดี
คนดี ระบบดี บ้านเมืองจึงดี
ปราชญ์ทางรัฐศาสตร์เริ่มแรกที่คิดจะทำบ้านเมืองให้ดี ให้ผู้คนอยู่ดีกินดีนั้น เขาเริ่มจากคำถามที่ว่า “ผู้ปกครองที่ดีคืออย่างไร” ไม่ใช่ “ผู้ปกครองที่ดีคือใคร” เพราะเขาต้องนิยามให้ความหมายของคำว่า “ดี” นั้นให้ชัดเจนเสียก่อน ก่อนที่จะเอา “ตัวคน” มาสวมด้วย “ความดี” นั้น
ความดีจึงเป็น “สาระสำคัญ” ของการเมือง
การเมืองในยุคแรกจึงเน้นการสร้างคน ทั้งอินเดีย จีน และกรีก ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมในยุคเริ่มต้น นั่นคือการคิดสร้างคนดีๆ จึงเป็นที่มาของหลักศาสนาและจริยธรรมต่างๆ คือ ศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธในอินเดีย กับลัทธิขงจื๊อในจีน ส่วนที่กรีกก็คือหลักคุณธรรมของผู้ปกครองและพลเมืองของโสกราตีส เพลโต และอริสโตเติล อย่างที่ได้กล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ผู้เขียนนับถือศาสนาพุทธ เคยค้นคว้าว่า “ความดี” ในศาสนาพุทธนั้นคืออะไร และด้วยหลักการที่ว่า “ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี” จึงอนุมาน (ศัพท์การวิจัยแปลว่า “การเทียบเคียง” แต่ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านอาจจะต้องแปลว่า “เอาสีข้างเข้าถู”) ว่า ความดีในศาสนาพุทธก็น่าจะใกล้เคียงหรือมีความหมายเช่นเดียวกันกับความดีในศาสนาอื่นๆ
แหล่งค้นคว้าที่สำคัญของผู้เขียนก็คือ “ศ.พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” นอกจากความเป็นปราชญ์ที่ปรากฏอยู่ในหลายแวดวงแล้ว ท่านยังเป็น “ปราโมชากโร” (ฉายาตอนที่ท่านบวช แปลว่า “ผู้ทำให้เกิดความรื่นรมย์”) คือเวลาที่คุยด้วยแล้วมีความสุขและสบายใจ
ท่านอธิบายว่า พระพุทธเจ้าได้แยกความดี “ตามสถานะ” ของบุคคล ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปอย่างที่เรียกว่า “คฤหัสถ์” นั้น ความดีก็คือการครองตนให้เป็น “ปกติ” และทำหน้าที่ต่างๆ ตามที่สังคมกำหนด เช่น พ่อ แม่ ลูก ญาติพี่น้อง เพื่อน บ่าวและนาย เป็นต้น แต่ถ้าเป็น “สงฆ์” คือผู้บวชเรียน ความดีก็คือการครองเพศบรรพชิตให้เป็น “ปกติ” และทำหน้าที่ต่างๆ ของความเป็นสงฆ์ให้เรียบร้อยครบถ้วน
สังเกตคำว่า “ปกติ” ที่ใส่เครื่องหมายคำพูดไว้
“ปกติ” ในศาสนาพุทธท่านหมายถึง “ศีล” ศีลคือเครื่องกำกับนิสัยและการกระทำต่างๆ ให้เป็นไปโดยปกติ ดังนั้นบุคคลแต่ละสถานะจึงมีศีลไม่เท่ากัน คือ ชาวบ้านทั่วไปใช้ศีล 5 ถ้าไปบวชชีพราหมณ์ก็ใช้ศีล 8 เณรใช้ศีล 10 พระใช้ศีล 227 ส่วนภิกษุณีใช้ศีล 311
ดังนั้น การทำความดีก็คือการใช้ชีวิตให้เป็นปกติของแต่ละสถานะ (อย่างที่พระท่านใช้คำว่า “ฐานานุรูป”) ถ้าใครรักษาศีลในแต่ละสถานะนั้นได้อยู่เสมอ ก็ถือว่าคนคนนั้นเป็น “คนดี”
แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่า “ศีล” ทางการเมือง?
จากคำนิยามที่ว่า “ศีลคือปกติ” และขยายความว่าหมายถึง “การทำหน้าที่ให้เรียบร้อยเป็นปกติ” ในทางรัฐศาสตร์ก็มีการแบ่งหน้าที่ของผู้คนในทางการเมืองไว้อย่างชัดเจน อย่างที่ในสมัยโบราณก็คือ “ผู้ปกครอง” กับ “ผู้ใต้ปกครอง” หรือในสมัยใหม่ก็คือ “เจ้าของอำนาจ” กับ “ผู้รับมอบอำนาจ” ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จะมีหน้าที่ต่างๆ ที่ “ต้องทำ” กำหนดไว้ใน 3 ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรก เรียกว่า “วัฒนธรรมประเพณีทางการเมือง” ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นศีลในยุคแรกทางการเมืองการปกครอง อย่างกรณีของประเทศอังกฤษก็ได้อาศัย “วัฒนธรรมประเพณี” ที่ยึดถือและตกลงกันมาระหว่างกษัตริย์ ขุนนาง และราษฎร เป็นข้อกำหนดหน้าที่ของกันและกัน กระทั่งได้นำวัฒนธรรมประเพณีเหล่านั้นมาสร้างเป็นรัฐธรรมนูญ (ที่เรียกได้ว่าคือ “ศีลธรรมสูงสุด” ทางการเมืองการปกครอง) โดยที่ไม่ต้องมาเขียนเป็นตัวอักษรให้มากความ หรือกรณีของประเทศไทยก็คือวัฒนธรรมประเพณีที่ถือว่า “พระมหากษัตริย์คือประมุขทางการเมืองการปกครอง” ก็ยังปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมา ที่มีคุณค่าต่อจิตใจและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
บางทีอาจจะเรียกได้ว่า นี่คือ “ศีลทางสังคม”
ส่วนที่สอง เรียกว่า “รัฐธรรมนูญและกฎหมาย” มีลักษณะเป็นข้อบังคับที่กำหนดให้ผู้คนต้องปฏิบัติตามและเชื่อฟัง เป็น “ศีลทางการเมือง” ที่มีขึ้นมาตั้งแต่สมัยโรมครองยุโรป จากนั้นบรรดากษัตริย์หรือผู้ปกครองแว่นแคว้นต่างๆ ก็ออกกฎหมายเพื่อควบคุมราษฎรของตน กลายเป็น “แฟชั่น” ที่นิยมไปทั่วโลก ยิ่งในสังคมสมัยใหม่ที่มีปัญหาต่างๆ มากขึ้นๆ ก็จะมีการเขียนกฎหมายต่างๆ มากขึ้นๆ ทั้งนี้ในทางการเมือง กฎหมายสูงสุดทางการเมืองการปกครองที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” ของประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองมากๆ ก็จะมีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมือง รัฐธรรมนูญก็จะมีเสถียรภาพตามไปด้วย
ส่วนสุดท้าย เรียกว่า “จริยธรรมตามฐานานุรูป” คือ บุคคลมีบทบาทกำหนดไว้อย่างไรก็ต้องดำเนินชีวิตให้อยู่ในกรอบจริยะ คือ “ความดี” ของแต่ละบุคคลนั้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีที่มาจากกฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาถึงกฎหมายในแต่ละกลุ่มคนต่างๆ เช่น ข้อบังคับการประชุมสภาของสมาชิกรัฐสภา (เหมือนกับศีลหรือวินัยสงฆ์ 227 ข้อนั้น) พระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดินสำหรับข้าราชการ และกฎหมายขององค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ เป็นต้น รวมถึงวัฒนธรรมประเพณี กติกาและมารยาทอันดีที่ควรปฏิบัติในทางการเมืองที่สังคมได้กำหนดขึ้น เช่น การวางตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี และการไม่ทำตัวอยู่เหนือหรือมอมเมาประชาชน เป็นต้น
การปฏิรูปการเมืองไทยต้องเริ่มจาก “การปฏิรูปคน”
พฤติกรรมทางการเมืองในส่วนของนักการเมืองและข้าราชการ (บางจำพวก) ในลักษณะ หนังหนาหน้าด้าน เผด็จการโอหัง ความน่าเกลียด กักขฬะ และการคอร์รัปชั่นโกงกิน และในส่วนของประชาชน (จำนวนมาก) ที่ชอบยกย่องนับถือหรือเกรงกลัวคนมีอำนาจ ผู้มีอิทธิพล ข้าราชการชั่ว การไม่เอาธุระ ไม่กระตือรือร้น ไม่ชอบยุ่มย่าม ไม่ปกป้องและใช้สิทธิของตนให้เต็มที่ ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้ต้องถูกแก้ไขหรือปรับเปลี่ยน ทั้งนี้อาจจะด้วยการสร้างกติกา ค่านิยม และวัฒนธรรมประเพณี “ที่ดี” ร่วมกัน ร่วมกับการออกกฎหมายหรือข้อบังคับต่างๆ ขึ้นมา
ผู้เขียนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญมาทั้งฉบับ 2540 และ 2550 (ฉบับ 2540 ในฐานะอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ และฉบับ 2550 ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) เห็นว่ารัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับก็ใช้ “ยาแรง” โดยใช้ทางกฎหมายมาพอสมควร แต่ก็ยัง “เอาไม่อยู่” บางทีอาจจะต้องใช้การตัดแต่งพันธุกรรมให้นุ่มนวล โดยสร้างเสริม “ศีลทางสังคม”
อยู่ที่ว่าคนไทยชอบ “แส้และโซ่” หรือ “การรู้สำนึก”







