
สัจนิยม ปะทะ สิทธินิยม
ภายหลังสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ถือเป็นการเริ่มต้นเดินเครื่องปฏิรูปประเทศอย่างเต็มตัว
โดย...พรเทพ เฮง
ภายหลังสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ถือเป็นการเริ่มต้นเดินเครื่องปฏิรูปประเทศอย่างเต็มตัว เพื่อนำประเทศไทยกลับเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง
หนึ่งในสมาชิก สปช.ที่มีชื่อเสียงในวงการกวีนิพนธ์และศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ สาขาย่อยกวีนิพนธ์ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่พร้อมทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ สมญานาม “กวีรัตนโกสินทร์” เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิก สปช.ลำดับที่ 117 วัย 74 ปี ถือเป็น “ขิงแก่” อีกคนที่จะมาร่วมขับเคลื่อนประชาธิปไตยที่ต่างคาดหวัง
เนาวรัตน์ ได้รับการคัดสรรเข้าไปเป็นสมาชิก สปช. ในฐานะตัวแทนจากภาคศิลปวัฒนธรรมในระดับชาติ แต่ก็ฝ่าเสียงต้านจากนักคิดนักเขียนในวงการวรรณกรรมและกวีบางส่วนที่ประกาศตัวเป็นเสรีนิยม ซึ่งไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
“การทำงานทุกอย่างมันมีแรงเสียดทานต้านโต้อย่างแน่นอน แต่จะเข้าใจปัญหาตรงกันหรือเปล่า สภาพการณ์หรือสภาวะที่เป็นอยู่จริง ผมมองแบบ ‘นักสัจนิยม’ ไม่ได้มองแบบ ‘นักสิทธินิยม’ ที่เรียกร้องสิทธิความเสมอภาคที่มองว่า ต้องมีเลือกตั้งก่อน เลือกตั้งไปก็จะดีขึ้นเอง เลือกตั้งมันจะแก้ปัญหา ซึ่งมันไม่ใช่เลย
“การเลือกตั้งในระบบน้ำเน่ามันจะยิ่งทำให้มีปัญหามากขึ้น ซึ่งนักสิทธินิยมไม่เข้าใจ แล้วพอบอกว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงก็หาว่าเราไปดูถูกชาวบ้านเสียอีก ทั้งที่มันมีอยู่จริงมันเต็มไปหมดอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมมองไม่เห็นกัน มองเรื่องสิทธิเป็นหลัก เห็นหรือแกล้งไม่เห็นก็ไม่รู้ แต่ว่าเรามองตามสภาพการณ์ที่เป็นจริง อีกทางหนึ่งก็คือเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยไม่ตรงกัน
“นี่คือปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกแยกในวงการนักเขียนและทางด้านศิลปวัฒนธรรม คือเขาใช้สิทธินิยม ประชาชนต้องมีสิทธิ แต่ผมค้านว่าในเมื่อประชาชนมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลสิทธิในโอกาสนั้นไม่มี เพราะฉะนั้นเขาเลยยอมรับผลประโยชน์ง่ายๆ นี่คือความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ประชาธิปไตย”
เนาวรัตน์ยืนยันจุดยืนว่า “ประชาธิปไตย” ในนิยามของเขาก็คือ อำนาจอันชอบธรรมของประชาชนในการบริหารและจัดการเรื่องที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนรวมเป็นหลักและเป็นใหญ่
“ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ตรงกันเราก็จะมองเห็นศัตรูของประชาธิปไตย อะไรที่มาทำให้อำนาจของประชาชนไม่ชอบธรรมก็คือศัตรูของประชาธิปไตย นักสิทธินิยมจะมองประชาธิปไตยคนละตัวกันกับเรา กลับย้อนยุคไปนิดหนึ่งในสมัย 14 ต.ค. 2516 ตอนนั้นเป็นการต่อสู้ที่ชัดเจนระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ศัตรูของประชาธิปไตยคือเผด็จการ ซึ่งชัดเจนว่าคือ “ทหาร”
“การปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้งก็คือการโค่นอำนาจของขุนทหารด้วยกันเองเผด็จการคือศัตรูประชาธิปไตยในวาทกรรมในขณะนั้นก็คือ พวกขุนทหาร จึงมีคำขวัญคือ นายทุนขุนศึกศักดินา นายทุนก็คือ ทุน ขุนศึกก็คือทหาร ศักดินาก็คือระบบอำมาตย์ไพร่ สมัยนั้นขุนศึกศักดินานั้นค่อนข้างชัด แต่ว่าทุนยังไม่ชัด เราไม่ได้ต้านสักเท่าไหร่
“จนกระทั่งตอนหลังก็ยังโค่นกันระหว่างขุนศึก ตอนหลังช่วงหลังจาก 17 พ.ค. 2535 ขุนศึกก็ล้าศักดินาก็โรย เราดันลืมทุนไป ปล่อยให้เติบโตขึ้นมากับความมืด มันกลายเป็นทุนสามานย์และทุนทรราช ตรงนี้ผมถามนักสิทธินิยมยุค 14 ตุลา มองไม่เห็นตรงนี้เลยหรือ มองไม่เห็นศัตรูที่ผงาดขึ้นมาของทุนเลยหรือ ทั้งที่มันเป็นศัตรูตัวหนึ่งของประชาธิปไตย ยังไปแค้นฝังหุ่นขุนศึกศักดินาอยู่นั่นแหละ แม้กระทั่งวันนี้เราก็จะเห็นนักวิชาการหลายคนยังแค้นฝังหุ่นอยู่ตรงนี้ นักเขียนก็เหมือนกัน
“ผมเคยพูดอยู่เสมอว่า ประชาธิปไตยของประชาชนมันเหมือนนกพิราบที่อยู่ในกรงของขุนศึกศักดินามา แต่วันนี้กรงนั้นมันผุ แทบไม่ต้องถอดกลอนมันก็จะพังอยู่แล้ว แต่ว่าข้างนอกกรงมันมีงูอยู่เพ่นพ่าน มีพวกตะกวด ตุ๊กแก จิ้งเหลน กิ้งก่าเยอะแยะเลยที่รอเขมือบอยู่ ล้อมรอบอยู่ทั้งหมด ทำให้ต้องเลือกว่าคุณจะถอดกลอนหรือคุณจะตีงู
“ถามพวกนักสิทธินิยมหน่อยว่า สถานการณ์อย่างนี้คุณจะทุบกรงหรือตีงู นั่นก็หมายถึงว่าคุณต้องส่งเสริมประชาธิปไตยภาคประชาชนให้เข้มแข็งก่อน คุณต้องมองศัตรูของประชาธิปไตยให้ออก มามองประชาธิปไตยให้ตรงกัน ไม่เช่นนั้นคุณก็จะแค้นฝังหุ่นอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ข้ามผ่านไปได้ จะล้มปืนล้มเจ้าอยู่นั่นแหละ คุณไม่ต้องไปล้มหรอกหากประชาธิปไตยแข็งแรงทุกอย่างจะอยู่ในครรลองอยู่แล้ว ‘ทุน’ ต่างหากที่ผงาดเงื้อมอยู่”
‘ไม้ที่รากลอย จึงต้องปฏิรูป’
ในฐานะประธานสมัชชาเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป สำนักงานปฏิรูป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และทำงานในนามสมัชชาเพื่อการปฏิรูปประเทศมายาวนานร่วม 34 ปี มีเครือข่ายครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นประธานมูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน เนาวรัตน์ ย้ำว่า เขาทำงานด้านการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะสายศิลปวัฒนธรรมมาก่อนเกิดกระแสปฏิรูปในปัจจุบันเสียอีก
“พอมีสภาปฏิรูปแห่งชาติขึ้นมา ที่จริงผมก็ปฏิเสธนะ ให้ผมไปสมัครผมไม่ไปหรอก เพราะเราทำงานปฏิรูปอยู่แล้ว และมีจังหวัดนำร่องในเรื่องนี้แล้วด้วย คือ สภาศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน พอมีสภาปฏิรูปแห่งชาติขึ้นมา ทางเครือข่ายสมัชชาเขาก็มีมูลนิธิหลายมูลนิธิที่เสนอชื่อผมเข้าไป เพราะเห็นว่างานปฏิรูปของเราต้องผลักดันให้เข้าไปอยู่ใน สปช.ด้วย”
“ในที่สุดก็เห็นด้วยเพราะเราทำงานด้านนี้มาแล้ว ซึ่งก็ชูธงด้านการปฏิรูปอยู่แล้ว เมื่อเขาเปิดพื้นที่ให้เราเข้าไปปักธง เราก็ต้องเข้าไปปักธง มิฉะนั้นเราก็จะเล่นอยู่รอบนอก พอเขาเปิดพื้นที่ให้มาเล่นข้างในก็ไม่มา ก็จะถูกหาว่าไม่จริงใจไม่จริงจัง เพราะฉะนั้นเราก็เข้าไปด้วยความเชื่อมั่นว่า มันไม่สำเร็จด้วยสภาปฏิรูปแห่งชาติเท่านั้น แต่จะสำเร็จได้ด้วยกระบวนการประสานข้างนอกและข้างในเข้าไว้ด้วยกัน”
เนาวรัตน์ ยอมรับอย่างดุษฎีว่า ไม่หวังว่าการปฏิรูปจะสำเร็จหรือสัมฤทธิ์ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ “เราจะทำให้การทำงานปฏิรูป 34 ปีต่อเนื่องให้ปรากฏออกมา เพราะขั้นตอนต่อไปจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นเหล่านี้จะเข้าไปอยู่ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งต้องตามเข้าไปผลักดันว่ารัฐบาลทำหรือเปล่า แต่ว่าประเด็นที่ต้องการปฏิรูปมันต้องชัดเจนแล้วก็ชูธงขึ้นมาให้คนเห็น
การมองปัญหาของประเทศ เนาวรัตน์ชี้ว่า จะมองเฉพาะส่วนไม่ได้ ประเทศชาติก็เหมือนกับต้นไม้ มีสามส่วนสำคัญคือ ลำต้น ราก แล้วก็เรือนยอด “เปรียบเทียบกับภาคส่วนของชาติก็คือ ลำต้น ก็คือ สังคม ราก ก็คือ เศรษฐกิจ เรือนยอดก็คือ การเมือง นักเล่นไม้ดัดเขาจะจัดรากได้ จะให้กิ่งโอนเอียงไปทางไหน เขาจัดรากให้ไปในทางตรงกันข้าม
“ฉะนั้น เศรษฐกิจกับการเมืองก็แทบจะเป็นอันเดียวกัน การเมืองเป็นพิษ เศรษฐกิจเป็นภัย ต้นไม้ก็จะแคระแกร็น ซึ่งหมายถึงสังคม ส่วนศิลปวัฒนธรรมนั้นหมายถึงดอกผล ก็จะงอกง่อยไปด้วย เพราะฉะนั้นจะทำงานด้านเดียวไม่ได้ ข้อมูลที่เรามีก็จะไปร่วมกับงานด้านอื่นๆ เหมือนกับว่าทำไมเราแก้ปัญหาเรื่องโกงเรื่องคอร์รัปชั่นไม่ได้ เพราะว่ามันเป็น ‘หายนะธรรม’ ของการเมืองเป็นพิษ เศรษฐกิจเป็นภัย คือเป็นสังคมบริโภค เป็นไม้ที่รากลอย
“เศรษฐกิจก็มัวแต่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศมากกว่าความสนใจที่จะมามุ่งในการผลิต เกษตรกรที่เรามีผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ เราไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้เท่าที่ควร ซึ่งทำให้เราเป็นสังคมรากลอย ก็กลายเป็นพันธุ์เถาที่เลื้อยตามฝรั่งหรือญี่ปุ่น เกาหลี เพราะว่าเรารากลอย ทำไมเราแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมเราเป็นผลผลิตของสังคมรากลอย”
“หากเรามองไม่เห็นปัญหาที่สัมพันธ์กันเหล่านี้ก็เท่ากับเราแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ในการแก้ปัญหาเราต้องมาสู่สังคมการผลิต สู่ความเป็นผู้ผลิต สมัยก่อนสอนกันมาไม่ให้กินข้าวเหลือในจานสักเม็ด เพราะเขารู้ว่าผลิตมาด้วยน้ำพักน้ำแรงกว่าจะเป็นเม็ดข้าว ทุกวันนี้เราไม่ได้ทำนากันแล้ว แม้ชาวนาทุกวันนี้ก็เถอะ ก็เป็นลูกจ้างในนาของตัวเองด้วยซ้ำไป กรณีคอร์รัปชั่นหรือโกงกินเรื่องข้าว ชาวนาก็ล้มเหลวในการผลิต ก็เลยกลายเป็นสังคมการผลิตที่ใช้ไม่ได้”







