
เสนอตั้ง "อภิรัฐมนตรี" ถ่วงดุลอำนาจ
พระปกเกล้าเสนออภิรัฐมนตรีถ่วงดุลนิติบัญญัติ-บริหาร-ตุลาการ
พระปกเกล้าเสนออภิรัฐมนตรีถ่วงดุลนิติบัญญัติ-บริหาร-ตุลาการ
การประชุมวิชาการสถาบันพระ ปกเกล้า ในหัวข้อ "8 ทศวรรษ ประชาธิปไตยไทย : พลวัตแห่งดุลอำนาจ" โดยมีนักวิชาการชั้นนำเข้าร่วมประชุมได้สรุป ข้อเสนอที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น
นายปณิธาน วัฒนายากร สรุปผล การประชุมในกลุ่มการสร้างดุลยภาพใน ระบบโครงสร้างอำนาจรัฐ ว่าจะต้องร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับดุลอำนาจระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆ ไม่ให้เกิดการก้าวล่วงขอบเขตอำนาจระหว่างกัน เพื่อป้องกันวิกฤตความขัดแย้ง
"ที่ประชุมยังมีการเสนอให้มีการ จัดตั้งอภิรัฐมนตรีให้เป็นอีกดุลอำนาจหนึ่ง นอกเหนือจากฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ โดยจัดวางให้ อภิรัฐมนตรีมีอำนาจมากที่สุด ในฐานะรัฏฐาภิบาล ทั้งนี้เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาเมื่อ 3 อำนาจ หลักในอำนาจอธิปไตยมีความขัดแย้งกัน อภิรัฐมนตรี จะเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาด" นายปณิธาน กล่าว
สำหรับข้อเสนอว่าด้วยองค์กรอิสระนั้น เสนอให้ที่มาขององค์กรอิสระจะต้องหลากหลายและยึดโยงกับประชาชน ส่วนบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ควรให้ทำหน้าจัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ไม่มีอำนาจการวินิจฉัย ชี้ขาดให้ใบเหลือง-ใบแดง
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นจากการประชุม ทางวิชาการ โดยสถาบันพระปกเกล้า จะนำไปทำให้สมบูรณ์ขึ้น ก่อนจะเสนอ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.พิจารณาต่อไป
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า องค์กรที่จะสร้างดุลอันดับแรก คือ การสร้างดุลระหว่าง สปช. และ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ หากไม่ได้ดุล รัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน สปช.ในวันที่ 6 ส.ค. 2558 จากนั้นคือการสร้างดุลระหว่าง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ สปช. สนช. ครม. เพื่อ ให้การปฏิรูปและการทำกฎหมายอื่นๆ เดิน หน้าได้
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องตอบโจทย์ให้ได้ คือ การสร้างความปรองดอง ซึ่งรัฐธรรมนูญสามารถสร้างองค์กร และกลไกที่นำไปสู่กระบวนการสำคัญ ที่ใช้ในการปรองดองเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ให้สีหรือคนไทยฆ่ากันได้ ทั้งนี้ไม่ใช่การเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ดังนั้นรัฐธรรมนูญเพื่อความปรองดอง จึงเป็นของใหม่ที่ต้องให้ความสำคัญ ก่อนการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการจัดสรรอำนาจใหม่ในเชิงโครงสร้าง







