posttoday
"การเมือง-เศรษฐกิจ" ตัวแปรราคาน้ำมันโลก

"การเมือง-เศรษฐกิจ" ตัวแปรราคาน้ำมันโลก

07 พฤศจิกายน 2557

ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกำลังถูกจับตามอง หลังจากลดลงมาอยู่ในระดับ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ณ วันที่ 4 พ.ย. 2557 WTI : 77.19 และ Brent : 82.82) ซึ่งผิดไปจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่า น้ำมันดิบจะทรงตัวอยู่ราว 100 เหรียญสหรัฐ ในปีนี้และปีหน้า

ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกำลังถูกจับตามอง หลังจากลดลงมาอยู่ในระดับ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ณ วันที่ 4 พ.ย. 2557 WTI : 77.19 และ Brent : 82.82) ซึ่งผิดไปจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่า น้ำมันดิบจะทรงตัวอยู่ราว 100 เหรียญสหรัฐ ในปีนี้และปีหน้า

วันนี้นักวิเคราะห์ต่างมองไปกันคนละทาง บางกลุ่มเห็นว่าราคาน้ำมันจะกลับมายืนอยู่เหนือระดับ 100 เหรียญสหรัฐ แต่บางกลุ่มกลับมองว่าน้ำมันยังคงอยู่ในระดับนี้ต่อไป จึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า จากนี้ไปราคาน้ำมันจะขึ้นลงมากน้อยเพียงใด

แต่การลดลงของราคาน้ำมัน ก็ถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลก เพราะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าลดลง อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมีสูงขึ้น และลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศจากการนำเข้าน้ำมัน

ทอม เฮลบลิ่งค์ จาก IMF มองว่า ราคาน้ำมันเปลี่ยนไป 10% จะสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง GDP โลก 0.2% ขณะที่ Goldman Sachs มองไปข้างหน้าว่า น้ำมันถูกลงและดอกเบี้ยต่ำ จะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวในปี 2558 อีก 0.1%

ที่แน่นอนคือ น้ำมัน “ขาลง” ย่อมส่งผลดีกับเศรษฐกิจของประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบสุทธิ อย่างประเทศในกลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่นำเข้าน้ำมันดิบสุทธิสูงสุดตามลำดับ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น น่าจะคลายกังวลไปได้ในระดับหนึ่งกับปัญหาราคาน้ำมันแพง เพราะจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้

สำหรับอินเดียที่นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ถึง 52% ขณะที่ส่งออกได้เพียง 9% เป็นโอกาสที่จะปรับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เพื่อรองรับกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมาก ซึ่งอินเดียได้ทำไปบางส่วนแล้ว เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2557 นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ใช้โอกาสนี้ประกาศจะยกเลิกการอุดหนุนดีเซล พร้อมกับขึ้นราคาแก๊ส

ตรงกันข้ามกับบางกรณีที่ราคาน้ำมันลดลง แต่กลับไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะทำให้รายได้ลดลงจากการผลิตและขายน้ำมันดิบ อย่างประเทศในกลุ่มโอเปก (OPEC) และ NonOPEC เช่น รัสเซีย บราซิล แอฟริกาใต้

วันนี้ จึงมีประเทศที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากราคาน้ำมันขึ้นและลง

นอกเหนือจากประเด็นในเรื่องเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์ที่ลดน้อยลงและอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด ประเทศซาอุดิอาระเบียกลับมีนโยบายสวนทางกับ OPEC อีกด้วย โดยไม่ยอมลดกำลังผลิต ทั้งที่ในอดีตไม่นานมานี้ เมื่อราคาน้ำมันดิบลดลงในช่วงที่เกิดปัญหาการเมืองภายในประเทศกับลิเบีย อาหรับสปริงและไนจีเรีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน ซาอุดิอาระเบียก็ประกาศลดการผลิตลงทันที เพื่อรักษาสมดุลของราคาไว้ บวกกับการที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่สุดของโลก ค้นพบเทคโนโลยีการขุดเจาะจากชั้นหินดินดาน (Shale oil และ gas) ทำให้ลดการนำเข้าน้ำมันลงไปมาก

สำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบมากจากราคาน้ำมันลง จากบทความใน The Guardian วันที่ 16 ต.ค. 2557 ระบุว่า อิหร่านโดนหนัก

เพราะลำพังการถูกห้ามส่งสินค้าออก (Embargo) ก็แย่อยู่แล้ว แต่ยังถูกซ้ำเติมจากราคาน้ำมันลงอีกด้วย ทำให้มีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศอย่างรุนแรง และหากเศรษฐกิจอิหร่านจะยืนอยู่ได้ ราคาน้ำมันต้องสูงกว่า 140 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เช่นเดียวกับรัสเซียที่ 105 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งปัจจุบันนี้รัสเซียมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 70% และสำหรับเวเนซุเอลาและไนจีเรีย ก็ต้องไม่น้อยกว่า 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

การที่ซาอุดิอาระเบียไม่ขยับ แต่กลับปล่อยราคาน้ำมันดิบให้เป็นขาลงเช่นนี้ ดูจะผิดปกติกว่าที่เคยเป็นมา นักวิเคราะห์จึงเกิดข้อสงสัยในหลายเรื่อง เช่น ซาอุดิอาระเบียต้องการรักษาส่วนแบ่งของตลาดน้ำมันรายใหญ่ในตลาดโลกไว้ต่อไป และสกัดไม่ให้สหรัฐอเมริกาผลิตน้ำมันจาก Shale oil และ gas เพิ่มขึ้น เพราะราคาน้ำมันต่ำจะไม่คุ้มต่อการลงทุน แต่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของ Conoco Phillips มองว่า ขึ้นอยู่กับแหล่งการลงทุน ราคาระหว่าง 5375 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตามเกณฑ์มาตรฐาน WTI ธุรกิจ shale oil และ gas ยังอยู่ได้

จากภาพรวมที่ว่ามานี้ ผมมองว่าปัจจัยที่ทำให้น้ำมันดิบขึ้นลงในวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เศรษฐกิจโลกมีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันดิบอยู่มาก ตราบเท่าที่อุปสงค์น้อยและอุปทานมากกว่า ราคาน้ำมันดิบก็คงจะไม่อยู่ในช่วงขาขึ้น เพียงแต่ว่าจะลงไปมากกว่านี้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องดูว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะเอเชีย ที่นำโดยจีน ยังคงเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจโลกได้ต่อไปมากน้อยเพียงใด

และดูเหมือนว่าซาอุดิอาระเบีย โดยบริษัทน้ำมันของรัฐบาล ซาอุดี อารามโก กำลังหันหัวเรือจากเอเชียไปลดราคาน้ำมันดิบที่ส่งไปสหรัฐอเมริกาอีก 0.45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และเพิ่มราคาน้ำมันที่ส่งไปตะวันออกไกลอีก 0.95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มีผลในเดือน ธ.ค. 2557 นี้

อีกประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้คือ การเมืองระหว่างประเทศ

ซึ่งบางฝ่ายมองว่า ซาอุดิอาระเบียกับสหรัฐอเมริกาจับมือกันกดราคาน้ำมันดิบลง เพื่อให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัสเซียและอิหร่าน ดังบทความในหนังสือพิมพ์ Pravda ของรัสเซีย วันที่ 3 เม.ย. 2557 ระบุว่า ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐอเมริกา ต้องการทำลายเศรษฐกิจของรัสเซีย ซึ่งสถานการณ์ในทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับรัสเซีย ในปี 2528 ที่ซาอุดิอาระเบียเพิ่มปริมาณการผลิตจาก 2 ล้าน เป็น 10 ล้านบาร์เรล/วัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงทันทีจาก 32 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็น 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลเสียหายต่อรายได้จากน้ำมันของรัสเซีย และเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การล่มสลายของรัสเซียในเวลาต่อมา

สำหรับกรณีนี้ คงต้องดูกันยาวว่า ข้อกล่าวหานี้มีมูลความจริงหรือไม่ เพราะถ้ามีมูลอาจเป็นตัวสร้าง “สงครามเย็น” ที่เกิดจากน้ำมันราคาถูกในศตวรรษ 21 อีกรอบก็เป็นได้

จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกับการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้ผมมองว่า จากนี้ไปอย่างน้อยสองไตรมาสแรกของปี 2558 ราคาน้ำมันดิบก็จะไม่กลับไปยืนที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพราะเศรษฐกิจโลกเป็นผู้กำหนดราคา และในมุมกลับกัน ราคาน้ำมันดิบในวันนี้ ก็เป็นตัวชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น และที่มองข้ามไปไม่ได้ หากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศถูกยกระดับขึ้นไปอีก จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้การคาดการณ์ราคาน้ำมันครั้งนี้ผิดไปได้

วันนี้ดูเหมือนบทบาทของ OPEC ที่เคยเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันแต่ผู้เดียวในตลาดโลก กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ โดยไม่ลดกำลังการผลิต แต่ไปใช้กลไกราคาแทน ในขณะที่ประเทศต่างๆ มีทางเลือกใช้พลังงานอื่นมากขึ้น อย่างกรณี Shale oil และ gas หรือแม้กระทั่ง Oil Sands ที่มาจากแคนาดาที่ส่งผ่านต่อไปยังสหรัฐอเมริกา และพลังงานทดแทนอื่นๆ ขณะที่อินเดียก็กำลังทำอยู่คือ ลดการอุดหนุนพลังงานลงทั้งน้ำมันและแก๊ส ส่วนจีน โดย ChinaOil ก็กำลังซื้อน้ำมันตุนไว้ในสต๊อกในราคาถูกถึง 20 ล้านบาร์เรล

ดังนั้น ผู้นำของประเทศจะต้องมีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะใช้โอกาสจากการขึ้นลงของน้ำมัน กำหนดนโยบายด้านพลังงานให้ชัดเจน สอดคล้องกับสถานการณ์โลก เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานและอนาคตของประเทศครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท