รัฐปัดแจกอาวุธประชาชนสู้ผู้ก่อเหตุรุนแรงใต้
ปัตตานี-โฆษกกอ.รมน.ภค4ส่วนหน้าปัดแจกอาวุธให้ภาคประชาชนสู้ผู้ก่อเหตุรุนแรงยันมุ่งแก้ปัญหาสันติวิธี
ปัตตานี-โฆษกกอ.รมน.ภค4ส่วนหน้าปัดแจกอาวุธให้ภาคประชาชนสู้ผู้ก่อเหตุรุนแรงยันมุ่งแก้ปัญหาสันติวิธี
พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าเปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อต่างๆ ในประเทศ และในต่างประเทศว่า รัฐบาลไทยได้อนุมัติแจกจ่ายอาวุธปืนสงคราม จำนวน 2,700 กระบอก ให้กำลังภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้ต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ทำให้หลายฝ่ายเกิดการเข้าใจผิด และมีความเป็นกังวล นั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจดังนี้
1.การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน อยู่ในระยะที่ 2 ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กำลังฝ่ายพลเรือนควบคู่ไปกับการพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำการฝึกทบทวนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และกำลังอาสารักษาดินแดน (อส.) ให้มีขีดความสามารถในการดูแลความปลอดภัยให้ตัวเองและชุมชน และสามารถแจ้งเตือนเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้อย่างทันเวลา ทั้งนี้เพื่อเตรียมการส่งผ่านการแก้ปัญหาไปสู่ระยะสุดท้าย คือ “การเสริมสร้างสันติสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน”ในอนาคต
2.ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้อาวุธปืนลูกซอง ซึ่งได้รับการแจกจ่ายจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อดูแลชุมชนให้ปลอดภัยโดยไม่ได้มีการแจกจ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด สำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นยังขาดแคลนอาวุธประจำกายเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครองได้เบิกยืมจากกองทัพบก จำนวน 2,700 กระบอก เพื่อใช้เป็นอาวุธประจำกายสนับสนุนการปฏิบัติงานของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พุทธศักราช 2497 เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ของประเทศ เพื่อปฏิบัติภารกิจในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้พี่น้องประชาชน ทั้งนี้ได้มีการจัดทำบัญชีคุม, ยิงเก็บปลอกกระสุนและจัดทำประวัติบุคคลอย่างละเอียด
3.จากที่กล่าวมาแล้ว จึงเห็นได้ว่ารัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามแนวทางสันติวิธี ภายใต้หลักกฎหมายที่เสมอภาคและเป็นธรรมและเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน อาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเสริมสร้างศักยภาพให้กำลังฝ่ายพลเรือนและกำลังภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง สามารถป้องกันตนเองและชุมชนให้เกิดความปลอดภัย มิใช่การต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงแต่อย่างใด







