posttoday
จับทิศเศรษฐกิจโลกเสี่ยงวิกฤตเงินฝืดกู่ไม่กลับ

จับทิศเศรษฐกิจโลกเสี่ยงวิกฤตเงินฝืดกู่ไม่กลับ

07 พฤศจิกายน 2557

ส่งสัญญาณไม่ดีเลยสำหรับเศรษฐกิจโลกในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2014

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ส่งสัญญาณไม่ดีเลยสำหรับเศรษฐกิจโลกในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2014 เพราะนอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะซบเซาจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและปัจจัยทางด้านการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ทั้งโลกยังมีเค้าลางความเสี่ยงที่จะเกิด “ภาวะเงินฝืด” อีกด้วย

ยืนยันได้จากรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ที่เปิดเผยว่า ดัชนีเงินเฟ้อของกลุ่มโออีซีดีซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 34 ประเทศ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.7% เมื่อ ก.ย.ที่ผ่านมา จากเดิมที่ 1.8% ในเดือน ส.ค.

ในช่วงเดียวกัน ดัชนีเงินเฟ้อของกลุ่ม จี20 ซึ่งเป็นองค์กรของกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศร่วงลงมาอยู่ที่ 2.6% จากเดิมที่ 2.7% ซึ่งต่ำสุดตั้งแต่ปีเดือน มี.ค.

สัญญาณของ 2 กลุ่มที่ฉายภาพให้เห็นอัตราเงินเฟ้อค่อยๆ ขยับลดลงอย่างต่อเนื่อง นับว่าน่ากังวลไม่น้อยทีเดียว โดยสำหรับกลุ่มโออีซีดีเงินเฟ้อชะลอตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 แล้ว ขณะที่สำหรับกลุ่ม จี20 นั้น เงินเฟ้อที่ลดลงเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจ 90% ของทั้งโลก

กรณีดังกล่าวนับเป็นสัญญาณว่าโลกเผชิญกับภาวะความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดภาวะเงินฝืดที่อาจกลายเป็นฝันร้ายทางเศรษฐกิจที่ตามหลอกหลอนคนทั้งโลกไปอีกหลายปี โดยปัจจุบันมีปัจจัยหลายประการที่กำลังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจโลกเดินเข้าไปสู่วังวนแห่งความถดถอย

ปัจจัยแรก ที่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินฝืด คือ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดมาตลอดทั้งปี โดยในกลุ่มชาติพัฒนาแล้วมี “สหรัฐ” แห่งเดียวเท่านั้นที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นและเติบโตได้อย่างโดดเด่น เห็นได้จากอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต่อปีอยู่ที่ 3.5% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

สวนทางกับกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วรายอื่นอย่าง “ยูโรโซน” กับ “ญี่ปุ่น” มีอัตราการเติบโตที่ย่ำแย่ โดยในไตรมาส 2 กลุ่มยูโรโซนมีเศรษฐกิจที่เติบโตอยู่ที่ 0.8% และเศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวอยู่ที่ลบ 1.8%

ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ชั้นนำ (บริกส์) ซึ่งนักวิเคราะห์นามอุโฆษอย่าง จิม โอนีล เคยทำนายไว้ว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกรายใหม่แทนที่ชาติพัฒนาแล้วที่เสียแรงขับเคลื่อนไปในวิกฤตการเงินโลกปี 2009 ในปัจจุบันกลับมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัว

สะท้อนได้จากเศรษฐกิจของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 2 อย่าง “จีน” มีการเติบโตอยู่ที่ 7.3% ซึ่งนับว่าโตต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ด้าน “รัสเซีย” ที่ถูกโลกตะวันตกรวมหัวคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจนการค้าการลงทุนหดหาย ทำให้เศรษฐกิจเติบโตที่เพียง 0.2% เท่านั้น ขณะที่บราซิล 0.9% และแอฟริกาใต้อยู่ที่ 1% มีแต่อินเดียเท่านั้นเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นที่ 5.7%

เห็นได้ชัดเศรษฐกิจโลกในปีนี้กำลังชะลอตัว อีกทั้งยังยืนยันได้จากรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2014 อยู่ที่ 3.3% เมื่อเดือน ต.ค. ลดจากการคาดการณ์เมื่อเดือน เม.ย. 0.4 จุด และปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้าอยู่ที่ 3.8% จากเดิมที่ 4.0%

อีกประการหนึ่ง ที่จะเป็นการจุดชนวนให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเงินฝืด คือ ทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในช่วงขาลง โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในทุกภาคส่วน

ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับตัวลดลงมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยค่อยๆ หลุดกรอบที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และหลุดกรอบ 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเดือน ต.ค. และล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ราคาน้ำมันที่ตลาดเวสต์เทกซัสก็หลุดกรอบที่ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นที่เรียบร้อยสร้างประวัติศาสตร์น้ำมันโลกต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตั้งแต่ปี 2011

กรณีราคาน้ำมันร่วงลงอย่างต่อเนื่องนับเป็นผลสืบเนื่องมาจากปริมาณความต้องการนำเข้าน้ำมันดิบที่ลดลงของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากที่สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันได้เองจากเทคโนโลยีการขุดเจาะเชลแก๊ส ขณะที่ด้านองค์การกลุ่มประเทศผู้มีน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก (โอเปก) ยังไม่มีแผนในการปรับลดกำลังการผลิตแต่อย่างใด ส่งผลให้ปริมาณซัพพลายน้ำมันทะลักเข้าสู่ตลาดโลก จนกดดันให้ราคาน้ำมันลดลง

ราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตมีความสัมพันธ์กับภาวะเงินเฟ้อเป็นอย่างมาก โดยเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ส่งผลต่อการเติบโตของอัตราเงินเฟ้อด้วย

ในทางกลับกันเมื่อราคาน้ำมันลดลงก็จะเป็นการกระตุ้นให้ราคาสินค้าถูกลง ในเงื่อนไขเช่นนี้นับว่าส่งผลดีทีเดียว หากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ขณะที่ภาคธุรกิจจะมีสัดส่วนกำไรมากขึ้นเช่นกัน ส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี หากราคาน้ำมันลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แน่นอนว่าจะยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เกิดเงินเฟ้อต่ำลง แต่การจับจ่ายใช้สอยไม่เพิ่ม และในท้ายที่สุดจะสร้างความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืด

ทั้งนี้ ปัญหาเงินฝืดนับเป็นปัญหาที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งในวงการเศรษฐกิจ โดยภาวะเงินฝืดจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะเมื่อราคาสินค้ามีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน จากการที่ต่างคนต่างเก็บเงินไว้เพื่อรอให้ราคาลดลงต่อในอนาคต จนกลายเป็นว่า ไม่เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนและเกิดเป็นภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน

กรณีดังกล่าวนับเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากและใช้เวลานานกว่าจะนำสภาพเศรษฐกิจกลับไปสู่ภาวะปกติ หนึ่งในนั้นคือ ญี่ปุ่นที่เคยประสบปัญหาภาวะเงินฝืดเนื่องจากผู้คนไม่ใช้จ่ายจนเศรษฐกิจไม่เติบโตขึ้นเลยในช่วง 2 ทศวรรษ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ จะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการคลังจนสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่ยังเสี่ยงกับภาวะเงินฝืดอยู่ดี

ขณะเดียวกัน ภาวะเงินฝืดยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอยู่บนกองหนี้สิน เนื่องจากภาวะเงินฝืดที่ทำให้ไม่เกิดการจับจ่ายใช้สอยจะทำให้รายได้ของประเทศเหล่านั้นลดลง และส่งผลทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงตามไปด้วย จนอาจกลายเป็นภาวะผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด

ดังนั้น เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังยืนอยู่บนขอบเหวของของหน้าผาที่ขึ้นชื่อว่า “เงินฝืด” ซึ่งหากเผลอตกลงไปครั้งหนึ่งแล้ว การจะไต้ขึ้นมาอีกครั้งย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ทั่วโลกจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับภาวะดังกล่าว ก่อนที่ฝันร้ายจะมาเยือน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท