
กมธ.ยกร่างฯชง 2 แนวทางแก้รัฐธรรมนูญ
กมธ.ยกร่างฯ เสนอ 2 แนวทาง ร่างรธน.ระหว่างปะผุของเก่าปี40-50 หรือตั้งต้นร่างใหม่ ลั่นแทรกเนื้อหาสกัดทุจริต อคร์รัปชั่นทุกหมวด
กมธ.ยกร่างฯ เสนอ 2 แนวทาง ร่างรธน.ระหว่างปะผุของเก่าปี40-50 หรือตั้งต้นร่างใหม่ ลั่นแทรกเนื้อหาสกัดทุจริต อคร์รัปชั่นทุกหมวด
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. เวลา 12.00 น. ณ รัฐสภา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะโฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีมติรับรองตำแหน่งผู้ที่ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ให้มาปฏิบัติหน้าที่รองประธานกมธ.ยกร่างฯที่ปรึกษา เลขานุการ และโฆษก รวมทั้งมีมติรับรองอนุกมธ.ในด้านกระบวนการการทำงาน จำนวน 3 คณะคือ 1.คณะอนุกมธ.บันทึกเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และจัดทำจดหมายเหตุ 2.อนุ กมธ.การมีส่วนร่วมและรับฟังความเห็นของประชาชน และ 3.อนุกมธ.ประสานเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากสมาชิกสปช.รวมถึงองค์กรต่างๆ
อนุกมธ.ทั้ง 3 ชุดจะทำหน้าที่ประสานงาน กับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และสปช.ในช่วงที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ทางอนุกมธ. จะเปิดให้องค์กรทั้ง 4 ได้เสนอข้อมูล และเมื่อทำการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ทางกมธ.จะส่งร่างนั้น ให้ทั้ง 4 องค์กรได้พิจารณาซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนัดแรกในวันนี้ ที่ประชุมได้พูดคุยและถกแถลงถึงแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะใช้รูปแบบหรือวิธีการใด โดยเบื้องต้น นายบวรศักดิ์ ได้เสนอแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญออกเป็น2 ลักษณะ คือ
1.นำรัฐธรรมนูญ ปี 40 และ ปี 50 มาไล่เรียงทีละหมวดและทีละมาตรา เพื่อพิจารณาว่ามีส่วนที่มีปัญหา ถ้าไม่มีปัญหาก็ให้ผ่านไป เหมือนกับการเอารถคันเก่ามาซ่อม เปลี่ยนเครื่องยนต์ มาพ่นสี ยกเครื่อง ให้ได้รถยนต์คันใหม่
2.เริ่มต้นจากศูนย์ ไล่เรียงลำดับความสำคัญในแต่ละหมวด ตั้งแต่หมวดพระมหากษัตริย์ การปกครอง รัฐสภา ครม. องค์กรศาล องค์กรตรวจสอบ และสิทธิพลเมือง และศาล โดยหยิบประเด็นที่มีปัญหามาหาแนวทางแก้ไข เพื่อลดความขัดแย้ง นำไปสู่ความปรองดอง ลดความเลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ การเมือง สิทธิประชาชน และนโยบายในการบริหารประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมียาดำสอดแทรกในทุกหมวด ที่เป็นการขจัดการทุจริต คอร์รัปชั่น และการประพฤติมิชอบ รวมทั้งต้องมี 10 กลไกที่กรรมาธิการต้องสร้างขึ้นให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความสมบูรณ์ ตาม รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 35 กำหนดไว้ โดยทั้งหมดนี้จะนำไปหารือเวลา 13.30 น.ของวันที่ 11 พ.ย.ไปจนถึงวันที่ 14 พ.ย. โดยหวังว่าในสามวันครึ่ง กมธ.จะสามารถออกแบบแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แล้วเสร็จ หากไม่แล้วเสร็จก็จะมีการหารือต่อในวันที่15 และ 16 พ.ย.
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ ได้แนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญแล้วว่ารัฐธรรมนูญมีกี่หมวด ก็จะให้มีการตั้งอนุกมธ.ขึ้นมารับผิดชอบในแต่ละเรื่อง ซึ่งอาจมี 10 ถึง 15 อนุกมธ.
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการยกร่างรธน.ต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นควบคู่ทุกฝ่าย รวมถึงกรณีพรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง ก็จะมีการไปพบ หรือให้เสนอข้อมูลกลับมายังกมธ.ซึ่งคาดว่าจะมีการหา 2 - 3 ครั้ง
ส่วนข้อเรียกร้องให้มีการทำประชามติขอความเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มองว่า ถ้าหากจะทำประชามติต้องมีการใช้ระยะเวลา ในการดำเนินการ 3-4 เดือน งบประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท และต้องขออนุมัติ ความเห็นชอบจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.และต้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ออกคำสั่งในการทำประชามติ และเชื่อว่ารัฐบาลต้องการให้ทำประชามติ หากต้องการให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรม เพื่อเป็นเกราะป้องกัน และยันต์กันผี ไม่ให้มีการแก้ไขโยอ้างเสียงของประชาชนเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2550







