posttoday
เศรษฐกิจฟุบ ทุบดอกเบี้ยขาลง

เศรษฐกิจฟุบ ทุบดอกเบี้ยขาลง

06 พฤศจิกายน 2557

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเหลือ 3.3%

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเหลือ 3.3% ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งที่ 3 ของปีนี้ เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำในปีนี้จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้าด้วย

การที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่ำเกินคาดการณ์ แม้ธนาคารกลางทั่วโลกจะอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลแล้วก็ตาม จะส่งผลกระทบต่อประเทศเศรษฐกิจใหม่ทั่วโลกที่พึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วนสูงของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมทั้งไทย การหวังพึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหัวหอกนำเศรษฐกิจให้เลิกคิดไปได้เลย

การมองภาพเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าว่า หากเศรษฐกิจโลกฟื้น ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และ สหภาพยุโรป จะทำให้เกิดเงินทุนไหลออกจากประเทศเกิดใหม่กลับไป ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่อย่างปัจจุบันทันด่วน

การออกมาตรการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะมาตรการที่เคยดำเนินการไปแล้วไม่ได้ผลเท่าที่ควร และเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเริ่มฝืดจากการรัดเข็มขัดที่มากเกินไป ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่า โอกาสที่ดอกเบี้ยโลกจะเป็นขาขึ้น เริ่มเป็นไปได้ยากแล้ว

และเมื่อหันมามองปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว โอกาสที่จะเป็นดอกเบี้ยขาขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ก็เริ่มยากขึ้น จากเดิมที่หวังว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเข้ามาขี่ม้าขาวกู้เศรษฐกิจ ความหวังเริ่มเลือนลาง เพราะปัจจัยภายนอกประเทศไม่เอื้ออำนวย ส่วนปัจจัยในประเทศ ก็ดูจะหมดแรงส่งไปดื้อๆ

ฉะนั้น การที่ดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น ดูท่าจะเป็นไปได้ยาก

เหตุผลที่ดอกเบี้ยจะไม่ปรับไปเป็นขาขึ้น ก็เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้ ธนาคารระมัดระวังหนี้เสีย อีกทั้งความต้องการสินเชื่อไปขยายกิจการก็ลดลง สำหรับลูกค้ารายใหญ่ที่มีกำลังก็หนีไปออกหุ้นกู้ระดมทุนโดยตรง ส่วนที่ต้องการสินเชื่อธนาคารก็ระมัดระวังในการให้กู้

นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงยังกดดันความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทำให้ธนาคารยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ

ดังนั้นอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ก็ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบสิ้นไตรมาสที่ 3 ขยายตัว 5.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าด้วย ความต้องการระดมเงินฝากเพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อก็ลดลงตามไปด้วย

สุทัศน์ เรืองมานะมงคล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่า การระดมเงินฝากเริ่มจะไม่รุนแรงมากมาระยะหนึ่ง หลังจากสภาพคล่องในระบบการเงินไทย อยู่ในระดับสูงและค่อนข้างล้น แม้ว่ารัฐบาลจะมีการออกพันธบัตร เพื่อลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน แต่คาดว่าจะเป็นหลักหมื่นล้านบาทเท่านั้น

"ขณะนี้สภาพคล่องแต่ละธนาคารเหลือเยอะ ปีหน้าภาคที่ใช้เงินมากคือรัฐบาล ซึ่งมีโครงการลงทุน 3 ล้านล้านบาท แต่แบ่งลงทุนหลายปีเฉลี่ยปีละเพียง 34 แสนล้านบาท ดึงสภาพคล่องไปนิดเดียว" สุทัศน์ กล่าว

นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยก็ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ ในเดือนต.ค.นี้ อัตราเงินเฟ้อลดลงต่ำที่สุดในรอบ 1 ปี โดยลงมาอยู่ในระดับ 1.5% เนื่องจากราคาพลังงานที่ลดต่ำลง

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันยังค่อนข้างมีเสถียรภาพถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินค่อนข้างมากทั้งในสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น ในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยจึงยังสามารถอยู่ในระดับปัจจุบันได้โดยไม่บั่นทอนเสถียรภาพทางการเงิน

ดังนั้นปัจจัยเดียวที่เหลืออยู่ และมีผลต่อดอกเบี้ยว่าจะขยับขึ้นได้หรือไม่ คือ การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ จะเป็นไปตามโรดแมปที่รัฐบาลวางไว้หรือไม่ เพราะจะทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรมากู้เงินในตลาด

แต่การออกตัวของการเบิกจ่ายงบประมาณ และการเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ก็ยังไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะรัฐบาลก็ยังไม่ได้ดำเนินการทำอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากการออกไปโรดโชว์เรียกความมั่นใจจากนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น

การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย และยังมีบอร์ด กนง.เห็นว่า ควรจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย

ฉะนั้น มองเศรษฐกิจอย่างไร ภาพดอกเบี้ยขาขึ้นก็เลือนลางลงทุกที แต่ที่ชัดเจนว่าดอกเบี้ยอาจจะปรับลงมาเป็นขาลงก็เริ่มชัดเจนขึ้น

ในไตรมาสแรกของปีนี้ กนง.ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมาแล้ว 1 ครั้ง จาก 2.25% เหลือ 2% ด้วยเหตุผลว่าปัญหาการเมืองทำให้เศรษฐกิจแย่ลง แต่การลดดอกเบี้ยก็ทำให้เห็นได้ว่าแค่พยุงเศรษฐกิจ ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด

หากปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยังคงมีมากมายคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็นครั้งแรกของปีนี้ โดยลดจาก 2.25% เหลือ 2% ด้วยเหตุผลได้ประเมินว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจะมีมากขึ้น จากสถานการณ์การเมืองที่ยังยืดเยื้อ

กนง.เห็นว่าเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถผ่อนปรนนโยบายการเงินได้เพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ กนง.ประเมินว่าการลดดอกเบี้ยจะไม่ส่งผลกระทบเงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทมากนัก เพราะตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว

ทันทีที่ กนง.แถลงการลดดอกเบี้ยอย่างเป็นทางการ ธนาคารไทยพาณิชย์ก็ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดลง 0.10% และดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ก็ลดลง 0.125%

ตามมาด้วยธนาคารกสิกรไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลง0.13% ดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) เป็น 7.40%

สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดาได้ปรับลดลง 0.13% จากเดิม 0.63%เป็น 0.50% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง 0.150.25% และธนาคารกรุงเทพลดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์และเอ็มโออาร์ลง0.125% อีกทั้งได้ลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลง 0.125% และดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทลดลงตั้งแต่ 0.100.25%

การลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ในครั้งนี้มีแรงกดดันมาจากปัญหาการเมืองที่ลากให้ภาวะเศรษฐกิจดิ่งลงเหวอย่างช้าๆ ตัวเลขเศรษฐกิจแทบทุกตัวดูแย่ลงทั้งหมดเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และดูแย่ลงไปเรื่อยๆเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ปิดสถานที่ราชการต่อเนื่องจนทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจก็ไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมาย ทำให้เศรษฐกิจซึมลงเรื่อยๆ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในเดือน ม.ค.อยู่ที่ระดับ 61.4 ถือเป็นการปรับตัวลดลงในระดับต่ำสุดในรอบ26 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554

การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่องสะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือน ม.ค. 2557 ขยายตัวติดลบ 55.9%ต่อปี ปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์หดตัวทั้งจากในส่วนภูมิภาคและเขต กทม. โดยภาพรวมในเดือน ม.ค.ขยายตัวติดลบ 30.3% ต่อปี

การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณหดตัวลงทั้งในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรและการก่อสร้างการนำเข้าสินค้าทุน ขณะที่การส่งออกสินค้าไทยเดือนแรกของปีนี้ติดลบ 2% ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้เริ่มต้นได้ไม่ดีเท่าไหร่

เมื่อไม่สามารถใช้นโยบายการคลังได้เต็มที่ก็จะต้องมาคาดหวังกับนโยบายการเงิน ซึ่งธปท.เองก็เหมือนจะรู้ว่าต้องแบกความคาดหวังของประชาชนไว้บนบ่า แม้จะมีความไม่แน่ใจในภาวะเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายก็ยอมลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา

การขานรับของธนาคารพาณิชย์ในการลดดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้เพียงแค่ 0.1250.15% น้อยนิดจนแทบไม่มีผลอะไรกับตลาดและความรู้สึกของประชาชนที่กำลังขวัญเสียจากปัญหาการเมืองที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะจบลงเมื่อไรจนทำให้บรรยากาศการใช้จ่ายหดหายไป

ฉะนั้น หากจะให้การใช้นโยบายการเงินที่มีเครื่องมือเพียงสิ่งเดียวคือดอกเบี้ย พยุง หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะต้องคิดให้สะเด็ดน้ำ

หากแค่พยุงเศรษฐกิจ การลดดอกเบี้ยนโยบายแค่ 0.25% ก็น่าจะเพียงพอ แต่หากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่น่าจะช่วยอะไรมากนัก

บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า สภาพคล่องในตลาดเงินขณะนี้ยังมีเพียงพอที่จะไม่ต้องลดดอกเบี้ย ทั้งที่ควรจะลดดอกเบี้ยได้เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์การเมืองดังนั้นจึงต้องเก็บสภาพคล่องไว้ก่อน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็จะปลอดภัยกว่าการไประดมเงินฝากในช่วงนั้น

"การลดดอกเบี้ยลงแค่นี้ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ได้ขยายสินเชื่อทางลูกค้าเองก็ไม่ต้องการใช้เงินสินเชื่อไม่ขยายตัวอยู่แล้วดอกเบี้ยไม่มีผลต่อการใช้จ่ายและการลงทุนเท่ากับความเชื่อมั่น"บุญทักษ์ กล่าว

ทางด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1.75% ได้ภายในครึ่งปีแรก เท่ากับทางไทยพาณิชย์เชื่อว่าในการประชุมครั้งต่อไปของ กนง.จะต้องมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25%

การคาดการณ์ดังกล่าวเกิดจากเห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ในภาวะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง และขาดแรงกระตุ้นจากภาคการคลัง เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงมีมากกว่าปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและด้านเสถียรภาพอื่นๆเช่น การเร่งตัวของหนี้ครัวเรือน และภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย

แน่นอนว่า หากดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำคุณภาพหนี้ของธนาคารพาณิชย์ก็ไม่น่าจะด้อยลง เป็นภาระให้ธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่ม จนกระทบต่อผลประกอบการ

ลูกหนี้ที่กำลังเงินฝืดจากการค้าขายซบเซาก็จะมีภาระดอกเบี้ยลดลง แม้จะน้อยนิดก็ดีกว่าไม่ได้ลดต้นทุนอะไรเลย

ข้อเสียของการลดดอกเบี้ย จะว่าไปแล้วก็มีประการเดียวคือ ทำให้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท