
สหรัฐฟ้องจีนในเรื่อง TRIPs
ไหนๆ ก็เขียนเรื่องการฟ้องร้องต่อสู้กันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาใน WTO (World Trade Organization) มาเรื่องหนึ่งแล้ว แต่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่อ่อนไหวสำหรับหลายประเทศ ก็เลยขอเขียนอีกสักเรื่องที่ค่อนข้างเป็นเรื่องทั่วๆ ไป พบเห็นได้บ่อย และคนไทยส่วนใหญ่ชอบยกมาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แต่ให้ประเทศไทยทำตาม นั่นก็คือคำพูดที่ว่า “จีนเขายังทำกันเยอะแยะไป ไทยก็หลับตาข้างสิเอาตามจีน” ก็เลยขอยกหัวข้อพิพาทที่สหรัฐฟ้องจีนในเรื่องลิขสิทธิ์มาให้อ่านกันเล่นๆ และการที่ยกเรื่องลิขสิทธิ์ก็เพราะว่าทรัพย์สินทางปัญญานั้นครอบคลุมหลายเรื่องไม่เฉพาะสิทธิบัตร แต่ยังมีลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ฯลฯ โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้า ก็เป็นเรื่องที่ ผู้ส่งออกของไทยเองโดนลอกเลียนแบบกันไม่น้อย เมื่อส่งไปจีน แต่โดยที่ใกล้ชิดกับจีน แถมวัฒนธรรมแบบไทยๆ ของเรา จึงยังไม่มีการฟ้องร้องเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากใช้ความสัมพันธ์ภายในแก้ปัญหากันไป
ไหนๆ ก็เขียนเรื่องการฟ้องร้องต่อสู้กันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาใน WTO (World Trade Organization) มาเรื่องหนึ่งแล้ว แต่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่อ่อนไหวสำหรับหลายประเทศ ก็เลยขอเขียนอีกสักเรื่องที่ค่อนข้างเป็นเรื่องทั่วๆ ไป พบเห็นได้บ่อย และคนไทยส่วนใหญ่ชอบยกมาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แต่ให้ประเทศไทยทำตาม นั่นก็คือคำพูดที่ว่า “จีนเขายังทำกันเยอะแยะไป ไทยก็หลับตาข้างสิเอาตามจีน” ก็เลยขอยกหัวข้อพิพาทที่สหรัฐฟ้องจีนในเรื่องลิขสิทธิ์มาให้อ่านกันเล่นๆ และการที่ยกเรื่องลิขสิทธิ์ก็เพราะว่าทรัพย์สินทางปัญญานั้นครอบคลุมหลายเรื่องไม่เฉพาะสิทธิบัตร แต่ยังมีลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ฯลฯ โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้า ก็เป็นเรื่องที่ ผู้ส่งออกของไทยเองโดนลอกเลียนแบบกันไม่น้อย เมื่อส่งไปจีน แต่โดยที่ใกล้ชิดกับจีน แถมวัฒนธรรมแบบไทยๆ ของเรา จึงยังไม่มีการฟ้องร้องเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากใช้ความสัมพันธ์ภายในแก้ปัญหากันไป
จึงเห็นว่าน่าจะลองมาดูกรณีที่สหรัฐฟ้องจีนว่าผิดความตกลง TRIPs มาตราใหญ่ๆ 2 มาตราคือ 41 และ 61 เป็นกรณีศึกษากันไปก่อน เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า สหรัฐขอหารือภายใต้ WTO เมื่อปี ค.ศ. 2007 และหลังจากนั้น 2 ปี จึงมีคำตัดสิน การที่ใช้เวลา 2 ปี นับจากการขอหารือนั้น เนื่องจากว่า เมื่อเริ่มขอหารืออย่างเป็นทางการ ยังไม่ได้มีการฟ้องร้อง แต่เป็นการให้เห็นว่า กระบวนการเอาจริงได้เริ่มขึ้นแล้ว หากหารือไม่ได้ผล ก็จะขอตั้ง Panel (กลุ่มผู้พิจารณา) ล่ะนะ ประเด็นที่สหรัฐขอหารือ เป็นเรื่องการคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของจีน ซึ่งแบ่งได้เป็นเรื่องใหญ่ๆ คือ
1) มูลค่าเริ่มต้น (Thresholds) ที่จะฟ้องอาญาและลงโทษผู้กระทำผิดเรื่องเครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์
2) การยึดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์โดยศุลกากรจีน แล้วนำไปทำอย่างไรต่อไป
3) ขอบเขตของกระบวนการและการลงโทษทางอาญาเกี่ยวกับการทำซ้ำ และแจกจ่ายงานละเมิดลิขสิทธิ์
4) การที่จีนไม่คุ้มครอง และบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ และสิทธิข้างเดียวกับงานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์ หรือแจกจ่ายในจีน (งานบันทึกเสียง และการแสดง)
ทั้งนี้ ประเด็นตามข้อหนึ่งที่ว่าถึงการกำหนดมูลค่าเริ่มต้นที่จะฟ้องอาญา และลงโทษการละเมิดเครื่องหมายการค้าของจีนนั้น ขัดกับมาตรา 41.1 ของ TRIPs ซึ่งที่จริงมาตรา 41.1 ไม่ได้กำหนด Thresholds เพียงแต่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีกระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงต้องมีการแก้ไข เพื่อป้องกันการละเมิด และการยับยั้งการละเมิดในอนาคตด้วย
นอกจากนี้ ก็ยังมีการไม่ทำลายสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ยึดได้ แต่ปล่อยให้กลับเข้ามาสู่การค้าปกติอีก ซึ่งกรณีนี้จะเห็นได้จากกระบวนการของประเทศไทยเอง ที่จะมีการทำลายของกลางที่ยึดได้ เมื่อคดีสิ้นสุดแล้วทุกครั้ง
ส่วนในเรื่องลิขสิทธิ์ที่จีนไม่คุ้มครองและบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ และสิทธิข้างเคียงกับงานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์หรือแจกจ่ายในจีนนั้น ก็ขัดกับทั้งอนุสัญญากรุงเบิร์น (Berne Convention) ที่กำหนดให้สมาชิกกรุงเบิร์นต้องคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์ทันทีที่งานนั้นสร้างสรรค์เสร็จและมีการโฆษณาหรือทำออกแสดง แม้ว่าจะเป็นภายนอกประเทศสมาชิก และขัดกับมาตรา 14 ของ TRIPs ด้วย ซึ่งมาตรา 14 ของ TRIPs เป็นเรื่องที่กำหนดให้สมาชิกให้การคุ้มครอง การแสดง การบันทึกเสียง และการกระจายเสียงนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังขัดกับมาตรา 9.1 ของความตกลง TRIPs ในแง่ที่งานของผู้แต่งจะต้องได้รับการพิจารณาอนุญาตก่อนตีพิมพ์ และก่อนแจกจ่าย และกฎหมายลิขสิทธิ์ยังไม่คุ้มครองสิทธิข้างเคียงแก่นักแสดงในช่วงที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตด้วย ซึ่งที่จริงแล้วสหรัฐยังร่ายยาวอีกมากกับความผิดต่างๆ ของจีน และก็เช่นเคย มีประเทศที่ 3 ที่เข้าร่วมฟังการหารืออีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา สหภาพยุโรป เม็กซิโก ฯลฯ
เมื่อการหารือไม่ประสบความสำเร็จ สหรัฐจึงขอตั้ง Panel ซึ่งก็มีประเทศต่างๆ ขอเข้ารับฟังเป็น Third Parties ด้วย รวมทั้งไทย
ผลการตัดสินของ Panel สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1.กรณีที่จีนไม่รวมการละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ไว้เป็นความผิดทางอาญาหากมูลค่าการขาย กำไร รายรับ หรือสินค้าที่ละเมิดมีไม่มากพอ (Thresholds) นั้น Panel เห็นว่าหลักฐานข้อเท็จจริง (Factual evidence) ที่สหรัฐนำมาแสดงนั้น ไม่มากพอที่จะตัดสินว่าจีนผิดหรือไม่ กล่าวคือคำว่า “Commercial scale” นั้น เมื่อดูขนาดของตลาดจีนแล้ว ควรเป็นเท่าใด
2.มาตรการที่ยึดสินค้าปลอมแปลงแล้วไปประมูลขายทอดตลาด แม้ว่ามาตรา 59 ของ TRIPs จะไม่ห้ามไว้ แต่วิธีการก็ขัดกับมาตราดังกล่าว เนื่องจากเมื่อประมูลได้แล้วกลับยินยอมให้ผู้ประมูลได้แกะเครื่องหมายการค้าออกแล้วนำมาขายได้ใหม่
3.การไม่ให้ความคุ้มครองและบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองงานที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงหรือแจกจ่ายในประเทศนั้น ขัดกับอนุสัญญาเบิร์นและมาตรา 41.1 ของ TRIPs
จีนจึงได้ขอเวลาในการปฏิบัติตามคำตัดสิน (Reasonable period of time) ซึ่งตกลงกับสหรัฐได้ว่าเป็นเวลา 12 เดือน และเมื่อเวลาสิ้นสุดลง จีนจึงได้รายงานต่อที่ประชุมเมื่อเดือน มี.ค. 2009 ว่าได้แก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎหมายศุลกากรแล้ว







