
ปรากฏการณ์...ประกันจ่ายลูกค้าเกินความคุ้มครอง
8...ทีมข่าวการเงิน
จากเหตุการณ์จลาจลเผาบ้านเผากรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจวอดวายเพียงชั่วคืนวันที่ 19 พ.ค. 2553 นั้น ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าความเสียหายของอาคารและทรัพย์สินที่ถูกเผาทำลายและการเสียโอกาสทางรายได้จะอยู่ประมาณ 46 หมื่นล้านบาท แต่ถ้ามองในภาพรวมจะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในปีนี้สูงถึง 1.38 แสนล้านบาท
ในวงเงินความเสียหายของอาคารและทรัพย์สินที่ถูกเผา ได้รับการตรวจสอบเบื้องต้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พบว่ามีผู้ประกอบการทำประกันภัยคุ้มครองการก่อการร้าย เหตุจลาจล ที่ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาในวงเงินเพียง 1.38 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ข้อมูลล่าสุดทางสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีผู้ไปลงทะเบียนเพื่อขอความช่วยเหลือจากผลกระทบดังกล่าวกว่า 6 หมื่นราย
ปัญหา คือ หนึ่ง รัฐบาลประกาศชัดเจนว่า การเผาอาคารครั้งนี้เกิดจากการก่อการร้าย ทำให้ผู้ประกอบการที่ซื้อประกันภัยอัคคีภัย กรมธรรม์ระหว่างก่อสร้าง การประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินที่คุ้มครองไฟไหม้ด้วย ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะทำให้บริษัทประกันวินาศภัยจะต้องจ่ายสินไหมชดเชย เพราะสาเหตุการเผาเกิดจากการก่อการร้าย แต่ถ้าเป็นไฟไหม้ด้วยสาเหตุอื่นๆ จะได้รับการชดเชย ยกเว้นเจ้าของทรัพย์สินเผาเอง
สอง คปภ.ยังไม่สรุปวงเงินสินไหมทดแทนที่แน่นอน แม้จะทราบแล้วว่ามีผู้ที่ได้รับความเสียหายในครั้งนี้มีการทำประกันภัยไว้จำนวน 751 กรมธรรม์ แยกเป็นกรมธรรม์ที่ซื้อความคุ้มครองภัยก่อการร้าย 21 กรมธรรม์ กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน 259 กรมธรรม์ กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก 15 กรมธรรม์ กรมธรรม์ประกันภัยอื่นๆ เช่น กรมธรรม์คุ้มครองสิทธิการเช่า กรมธรรม์ระหว่างก่อสร้าง เป็นต้น 168 กรมธรรม์ ซึ่งความคุ้มครองพื้นฐานจะมีเรื่องไฟไหม้รวมอยู่ด้วย
สาม การชดเชยสินไหมทดแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศ 100% เพราะบริษัทประกันภัยในไทยยังมีทุนในการดำเนินงานต่ำ ไม่มีกำลังที่จะรับความเสียหายต่อครั้งจำนวนมากๆ ได้ทั้งหมด จึงมีการขายสัญญาลูกค้าต่อไปให้กับบริษัทประกันต่างประเทศ ที่ต้องอิงการตัดสินใจของบริษัทต่างประเทศเป็นหลัก
ที่ผ่านมาหลายคนที่เคยทำประกันภัยไว้ จะรับรู้ได้อย่างลึกซึ้งกินใจว่า หากอยู่นอกเหนือเงื่อนไขกรมธรรม์ หัวเด็ดตีนขาดนายประกันก็ไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนแม้จะเป็นเงินเพียงน้อยนิด แม้แต่บางเหตุการณ์ที่คิดว่าเป็นไปตามสัญญา ยังถูกนายประกันบิดพลิ้ว จนถึงขั้นสาปส่งกันมาแล้ว
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ต้องคิดใหม่ เมื่อ
“การเมือง” แสดงความจำนงชัดเจน พร้อมกับมีประกาศิตว่า “ประกันภัยต้องช่วยผู้ประกอบการที่มีประกันภัยที่อยู่นอกเงื่อนไขสัญญา” มีหรือนายประกันจะกล้าเมินเฉยขณะนี้ นายประกันไทย มีคำตอบชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยต่างประเทศที่ตัวเองไปขายสัญญาลูกค้าให้นั้น ไม่ได้อินังขังขอบกับคำสั่งรัฐบาลไทย ยังยืนยันที่จะปฏิบัติตามสัญญาอย่างชัดเจน คือ ถ้าไม่เข้าข่ายความคุ้มครองตามเงื่อนไข จะร้องให้เป็นสายเลือดก็ไม่มีประโยชน์
การเมืองมีอำนาจเสมอในการกระตุ้นต่อมจิตสำนึกการช่วยเหลือสังคม ที่นายประกันไม่อาจปฏิเสธ ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประกันภัยไทย ที่ต้องจ่ายสินไหมทดแทนจากการที่มีกลุ่มบุคคลเผาอาคารโดยตั้งใจ และจ่ายให้กับผู้ที่ไม่มีความคุ้มครอง โดยอิงวงเงินที่รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
คาดว่านายประกันจะยอมชดเชยให้ผู้ที่มีกรมธรรม์ แต่ไม่มีความคุ้มครองภัยก่อการร้าย ในวงเงิน 5 หมื่นบาทต่อราย ในรูปของ
“สินไหมการุณ” อิงตามที่รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไปก่อนหน้านี้ เพราะอยู่นอกเหนือการดำเนินธุรกิจตามปกติ โดยขั้นต่ำจะได้รับรายละ 5 หมื่นบาท ซึ่งจะมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการในต้นสัปดาห์นี้ดังนั้น หากตัดกรมธรรม์ประกันภัยก่อการร้าย 21 กรมธรรม์ออกไป จะมีกรมธรรม์ที่ได้รับการชดเชยครั้งนี้ 730 กรมธรรม์ คาดว่าจะเป็นวงเงินขั้นต่ำประมาณ 36.50 ล้านบาท ถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก เมื่อนำไปเฉลี่ยกับบริษัทประกันภัย 33 บริษัทที่รับประกันลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าว ต้องจ่ายสินไหมการุณเพียงบริษัทละ 1.1 ล้านบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยแทบไม่ได้สูญเสียอะไร เพราะรัฐบาลได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้สามารถนำเงินไปหักค่าใช้จ่ายก่อนเสียภาษีได้ 1 เท่า จากปัจจุบันที่หักได้ตามจริง และทางนายประกันยังเตรียมที่จะเสนอขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเป็น 2 เท่าต่อที่ประชุม ครม.ในวันอังคารหน้านี้
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่อยู่นอกเหนืองบประมาณที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก ทางนายประกันมีแนวคิดจะจัดตั้งกองกลางหรือพูลประกันภัยก่อการร้ายสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยขึ้น ให้บริษัทต่างๆ เข้ามาร่วมกันรับประกันภัย ไม่ต้องขายสัญญาลูกค้าต่อไปยังบริษัทประกันภัยต่างประเทศ
สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย คือ ผู้ที่ซื้อทุนประกัน หรือวงเงินความคุ้มครองประมาณ 520 ล้านบาทเท่านั้น เพราะตลาดต่างประเทศไม่รับ เนื่องจากเป็นรายย่อยมากเกินไป ส่วนลูกค้ารายใหญ่จะยังคงส่งต่อไปยังต่างประเทศเช่นเดิม
ขณะที่ประชาชนทั่วประเทศต้องแบกรับความเสียหายในครั้งนี้ร่วมกับบริษัทประกันภัย ในรูปของการจ่ายเงินซื้อประกันภัยก่อการร้ายในราคาที่สูงขึ้น จากเดิม อยู่ที่ 0.10.2% ของทุนประกัน ซึ่งสูงกว่าราคาเบี้ยประกันอัคคีภัย 2 เท่าครึ่ง แต่ขณะนี้ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 0.51% สูงกว่าราคาเบี้ยประกันอัคคีภัยเกือบ 10 เท่า
หากประชาชนต้องการซื้อประกันภัยก่อการร้าย จะต้องจ่ายแพงขึ้นอีกหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการประกันภัยก่อการร้าย ยังไม่เป็นที่นิยมของประชาชนไทยโดยทั่วไป เหมือนประกันภัยรถยนต์ หรือประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล เนื่องจากคนไทยยังมองว่าเป็นความเสี่ยงที่มีน้อยมาก และพื้นที่เสี่ยงยังอยู่ในวงจำกัด
แม้แต่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยก่อการร้ายมากที่สุด ยังไม่นิยมซื้อความคุ้มครองเลย
จากกรณีนี้ ทำให้มั่นใจว่าหากเกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยในวงกว้าง และเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ ทางรัฐบาลคงไม่นิ่งเฉย และดึงทุกภาคส่วนเข้ามาเยียวยาสังคมร่วมกัน แต่ไม่ควรละเลยติดตามปล่อยให้ผู้ที่เข้ามาเยียวยา ต้องย้อนกลับมาเอาคืนจากสังคม ด้วยการขึ้นราคาสินค้าเช่นทุกวันนี้







