
หวั่นเพิ่มคิวอีปลาดิบจุดชนวนสงครามค่าเงิน
เหนือความคาดหมายจริงๆ สำหรับประเทศที่มีวินัยทางการเงินที่เข้มงวดอย่าง “ญี่ปุ่น”
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เหนือความคาดหมายจริงๆ สำหรับประเทศที่มีวินัยทางการเงินที่เข้มงวดอย่าง “ญี่ปุ่น” ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศขยายวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอัตราปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 23 ล้านล้านบาท) ซึ่งการอัดฉีดจำนวนเงินมากขนาดนี้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจก็เป็นการเพิ่มภาวะความเสี่ยงในการจุดชนวน “สงครามค่าเงิน”
ก่อนหน้านี้บีโอเจดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแดนปลาดิบที่ซบเซามาตลอด 2 ทศวรรษ ด้วยการเข้าซื้อกองทุนอีทีเอฟ ทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในตลาด ในอัตราปีละ 6070 ล้านล้านเยน (ราว 1720 ล้านล้านบาท) การอัดฉีดเงินจำนวนที่มากถึงอัตราปีละ 80 ล้านล้านเยน/ปี จึงเป็นการอัดฉีดเงินจำนวนมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจให้เหตุผลของการขยายวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ในครั้งนี้ว่า เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศและอัตราเงินเฟ้อ หลังจากที่ก่อนหน้านี้การเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาหดตัวที่ 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อลดลงอยู่ที่ 3.2% และมีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่อง
ภาวะเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลแดนซามูไรตัดสินใจปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (เซลแท็กซ์) จาก 5% เป็น 8% จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางทางความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จนกลายเป็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่น “สะดุดขาตัวเอง”
อย่างไรก็ดี แรงขับเคลื่อนในการตัดสินใจเพิ่มวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้น่าจะมีที่มาจากความพยายามในการขับเคลื่อนการส่งออกของญี่ปุ่น
เพราะการดำเนินนโยบายเข้าซื้อสินทรัพย์มากขึ้นนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การอัดเงินเยนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้นกลายเป็นการกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนลง และนโยบายดังกล่าวก็ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 7 ปี หลังจากธนาคารกลางแดนปลาดิบประกาศขยายวงเงินการอัดฉีด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าส่งออกญี่ปุ่นในตลาดโลก
ทั้งนี้ ในปัจจุบันญี่ปุ่นเริ่มเสียดุลการค้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าถึง 9.58 แสนล้านเยน อันเป็นผลจากความจำเป็นในการต้องการนำเข้าเชื้อเพลิงมากขึ้นหลังจากญี่ปุ่นตัดสินใจปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั่วประเทศ
อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็เป็นการสร้างความเสี่ยงที่ประเทศส่งออก รายอื่นจะลดค่าเงินลงมาสู้กับค่าเงินเยนอ่อนตัว เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินเยนส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเช่นเดียวกัน
ประเทศแรกที่น่าจับตามองว่าจะตอบโต้การเล่นกลค่าเงินของญี่ปุ่น น่าจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลกอย่างจีน ปัจจุบันสกุลเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับเงินเยน และ 11% เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร ตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่าจีนจะพยายามลดการแทรกแซงความเคลื่อนไหวทางด้านค่าเงิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า จีนยังคงต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากการบริโภคภายในนั้นยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการพึ่งพาการส่งออกได้ตามที่รัฐบาลตั้งใจไว้
นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินเยนยังเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้ธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตอยู่ในต่างแดนย้ายฐานการผลิตกลับมาอยู่ภายในประเทศ โดยเริ่มมีสัญญาณจากบริษัท พานาโซนิค คอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติปลาดิบที่ไปตั้งธุรกิจในจีนมีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตกลับไปยังญี่ปุ่นอีกครั้ง
ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 5 ปี ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาที่ 7.3% จีนจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินมาตรการลดค่าเงินลงมาแก้เกมญี่ปุ่นเพื่อพยุงเศรษฐกิจ โดยจีนก็มีความพร้อมอยู่แล้ว ด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาล
ในด้านของสหภาพยุโรป (อียู) ค่าเงินเยนที่ลดลงจะเป็นอุปสรรคต่อแผนการลดค่าเงินยูโรเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อ โดยจะส่งผลให้สกุลเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินเยน ขวางทางการเติบโตของอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซน
ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศจะดำเนินการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการซื้อหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (เอบีเอส) รวมถึงตราสารหนี้ลูกหนี้ชั้นดี (โคเวอร์ด บอนด์) อีกทั้งยังดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบ จนอัตราเงินเฟ้อเริ่มผงกหัวขึ้น จึงแน่นอนว่าอีซีบีย่อมหามาตรการมากดดันให้สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจตกราง
นอกจากนี้ ยังมีเกาหลีใต้ที่ได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยนเช่นกัน เนื่องจากแดนโสมขาวเป็นคู่แข่งการส่งออกด้านสินค้าอุตสาหกรรมกับญี่ปุ่น ซึ่งก็เริ่มมีสัญญาณเตือนถึงภาวะกำไรของธุรกิจสัญชาติโสมขาวที่ลดลงเนื่องจากการอ่อนค่าของเงินเยน ขณะเดียวกันธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) ยังถูกกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นอัตราเงินเฟ้ออีกด้วย
มาร์ค ออสต์วาลด์ นักเศรษฐศาสตร์จากโมนิวเมนต์ ซีเคียวริตี้ บริษัทหลักทรัพย์สัญชาติสหรัฐ ประเมินว่าจะเกิดความวุ่นวายทั่วเอเชียหากค่าเงินเยนอ่อนลงไปถึง 120 เยน/เหรียญสหรัฐ
เพราะฉะนั้น ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้จึงสร้างความกดดันให้กับทั่วโลกต้องหันมาแทรกแซงค่าเงินของตนเองเพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกไว้ เพื่อการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอ กลายเป็นการจุดชนวนการเปิดฉากสงครามค่าเงินที่อาจจะมีขึ้นในไม่ช้า







