
จี้ทบทวนแผนแม่บททักษ์ป่าหยุดเลือกปฏิบัติเอาผิดคนยากจน
ประเด็นเรื่องการทวงคืนพื้นที่ป่าไม้ เป็นเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ประเด็นเรื่องการทวงคืนพื้นที่ป่าไม้ เป็นเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยหลังจากเข้ายึดอำนาจได้ไม่ถึงเดือน ก็มีประกาศฉบับที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งมีเนื้อหาให้ปราบปรามการบุกรุกและทวงคืนผืนป่าที่มีผู้เข้าไปยึดครอง จากนั้นมีประกาศฉบับที่ 66/2557 ตามออกมา โดยมีสาระสำคัญ คือ การปราบปรามต่างๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้หรือไร้ที่ทำกิน
นอกจากนี้ เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา คสช.ยังอนุมัติแผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ตั้งเป้ายับยั้งการบุกรุกและทวงคืนป่าใน 1 ปี และพื้นฟูพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ของพื้นที่ทั้งประเทศภายใน 10 ปี ซึ่งกรอบแนวคิดการจัดทำแผนแม่บทดังกล่าวก็มาจากประกาศฉบับที่ 64 นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดและรายละเอียดที่ระบุไว้จะดูดี แต่กลับพบว่ามีประชาชนตัวเล็กตัวน้อยได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ โดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม โครงการสื่อสารสุขภาวะชุมชนชายขอบ และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ลงพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเก็บข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ พบว่าที่บ้านโป่งปูเฟือง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ชาวบ้านร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและตัดต้นยางพาราที่ปลูกมาตั้งแต่ปี 2547 ไปประมูลขาย โดยกล่าวหาว่าบุกรุกพื้นที่สวนป่าแม่ลาว ขณะที่ชาวบ้านยืนยันว่าใช้ประโยชน์จากที่ดินมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ
ส่วนที่ จ.เชียงใหม่ ชาวไทยภูเขาในหลายชุมชนกำลังหวาดกลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ขับไล่ออกจากพื้นที่ทำกิน เช่น ที่บ้านเลาวู อ.เวียงแหง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเชียงดาว มีเจ้าหน้าที่เข้ามาปักป้ายประกาศให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างและพืชผลในพื้นที่ทำกินของชาวบ้านกว่า 1,500 ไร่
นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านหมู่บ้านห้วยหก อ.เวียงแหง ในอุทยานห้วยน้ำดัง ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาแผ้วถางนาไร่ข้าวและข้าวโพด 5 ไร่ โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า แม้จะเจรจาขอเก็บเกี่ยวพืชที่ปลูกไว้เสียก่อนแต่ก็ไม่เป็นผล ขณะนี้ยังไม่ทราบจะทำอย่างไรต่อไป เพราะมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวถึง 8 คน
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า การดำเนินการจับกุมทำลายพืชผล โดยไม่มีโอกาสให้ชาวบ้านร่วมเจรจา สะท้อนถึงความไม่เป็นธรรม แทนที่ คสช.จะเริ่มต้นด้วยการใช้มาตรการเชิงบวกและสร้างมิตรกับชาวบ้าน กลับเลือกใช้วิธีรุนแรง กลายเป็นว่าแทนที่จะคืนความสุขประชาชน กลับเป็นการคืนความทุกข์แทน
ด้าน ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ กล่าวว่า การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติ เพราะยึดตามประกาศฉบับที่ 64 แต่ไม่ยอมใช้คำสั่งฉบับที่ 66 ที่ระบุว่า ไม่ให้ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน นอกจากนี้ในตัวแผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ซึ่งมีกรอบแนวคิดมาจากประกาศฉบับที่ 64 ถือว่าเป็นการกัดกระดุมเม็ดแรกผิด ทำให้การแก้ปัญหาต่อมาผิดเรื่อยๆ เช่น ในแผนแม่บทบอกว่าจะคืนพื้นที่ป่าโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศพิสูจน์ แต่ผลคือกลับทวงคืนที่ดินทำกินของชาวบ้านแทน หรือการตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าเป็น 40% ก็ต้องเพิ่มในทุกๆ จังหวัดให้ได้ 40% แต่ในแผนแม่บทกลับกำหนดให้พื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และน่าน ให้เป็นพื้นที่วิกฤตรุนแรงและต้องเร่งทวงคืนและปราบปราม ทั้งๆ ที่ 3 จังหวัดนี้มีพื้นที่ป่ามากที่สุด แม่ฮ่องสอนมีป่าถึง 81% ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลจะไปทวงผืนป่าคืนจากจังหวัดเหล่านี้ทำไม ทั้งๆ ที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลป่าอย่างดี
ขณะเดียวกัน แผนแม่บทจะกระทบต่อวิถีชีวิตชนเผ่าที่อยู่ร่วมกับป่า เช่น ชาวปะเกอกะเญอ มีการทำไร่หมุนเวียน 6 แปลง เวียนแต่ละแปลงไปทุกปีเพื่อให้ดินแปลงที่ใช้งานแล้วได้ฟื้นฟูสภาพ แต่ต่อไปก็จะถูกบีบให้ทำการเกษตรแค่แปลงเดียว หากหมุนเวียนแปลงปลูก ก็จะถูกจับข้อหาบุกรุกป่า เป็นต้น
ประยงค์ กล่าวว่า ทางแก้ปัญหานี้คือ คสช.ต้องยุติแผนแม่บทก่อน เพื่อทบทวนและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยวันที่ 9 พ.ย.นี้ เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือจะจัดกิจกรรมรณรงค์ครั้งสำคัญที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้สังคมตระหนักถึงข้อบกพร่องของแผนแม่บทฉบับนี้







