
ทัพมะกันร่วมชิงเค้กไทย
ปรากฏการณ์ที่สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (USASEAN Business CouncilUSABC) ซึ่งประกอบด้วยบริษัทชั้นนำของสหรัฐกว่า 130 บริษัท ที่เข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจในประเทศไทยและประเทศอาเซียนเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะกระจายไปหารือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ถือว่าไม่ธรรมดา
ปรากฏการณ์ที่สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (USASEAN Business CouncilUSABC) ซึ่งประกอบด้วยบริษัทชั้นนำของสหรัฐกว่า 130 บริษัท ที่เข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจในประเทศไทยและประเทศอาเซียนเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะกระจายไปหารือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ถือว่าไม่ธรรมดา
ประการหนึ่งนั้น USABC ถือว่าเป็นองค์กรใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐ
นอกจากนี้ USABC ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐ เพื่อให้ความสำคัญกับไทยและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
ประการต่อมา การเข้าพบของนักลงทุนสหรัฐเกิดขึ้นในห้วงที่ประเทศไทยมีการบริหารงานในสถานการณ์พิเศษ ที่ทางการสหรัฐไม่สนับสนุน
นอกจากนี้ การหารือรอบนี้ไม่ได้มีเพียงนายกรัฐมนตรีของไทยเท่านั้น หากแต่มีรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงการคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม พลังงาน เข้าร่วมหารือด้วย
แม้ว่านักธุรกิจบริษัทชั้นนำในสหรัฐ-อาเซียน ที่เข้าพบเพื่อรับทราบนโยบายการลงทุนของไทยในรอบนี้จะมีแค่ 34 บริษัท แต่จากการตรวจสอบพบว่าล้วนแล้วแต่เป็นนักธุรกิจรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมยาสูบ อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ อุตสาหกรรมน้ำอัดลม และอุตสาหกรรมพลังงาน ฯลฯ
อาทิ ผู้บริหารจากบริษัท ฟอร์ด บริษัท ไมโครซอฟท์, บริษัท กูเกิล บริษัท ฟิลิป มอริส บริษัท จีเอ็ม บริษัท โคคา-โคลา บริษัท แกล็กโซสมิทไคลน์ บริษัท มี้ด จอห์นสัน บริษัท ไฟเซอร์ บริษัท เดียจิโอ บริษัท ซิตี้ คอร์เปอเรชั่น บริษัท เชฟรอน บริษัทดาว เคมิคอล บริษัท โคโนโค่ ฟิลลิปส์ เป็นต้น
ทิศทางของการเจรจาร่วมกันในครั้งนี้จึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง
อเล็กซานเดอร์ ซี. เฟลด์แมน ประธานสภาธุรกิจฯ ยืนยันว่า เข้าใจสถานการณ์ในไทย และยืนยันว่าจะยังคงทำการค้าการลงทุนต่อไป โดยนักลงทุนสนใจที่จะเข้าร่วมมือกับไทยหลายเรื่อง เช่น การสนับสนุนภาคเอสเอ็มอี การสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพและสาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้านพลังงาน ยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการส่งเสริมตลาดส่งออกสินค้าเกษตรของไทย
นอกจากนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบรวมทั้งภาษี การพัฒนาเขตอุตสาหกรรม รวมทั้งการสนับสนุนสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนของไทยและต่างประเทศ
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรีของไทยได้ชี้แจงนโยบายของรัฐบาลที่เน้นเรื่องพลังงานสะอาด และการลงทุนที่เพิ่มโอกาสการทำงานให้กับคนไทย รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย และส่งเสริมเอสเอ็มอี
รัฐบาลไทยยังอยากให้ภาคธุรกิจขยายความร่วมมือทางการเงินและอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งช่วยส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและบริการ และเข้ามาร่วมลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้น 5 แห่งในปีนี้ เพื่อส่งเสริมการค้า เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนความร่วมมือและปรับปรุงกติกาต่างๆ ให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบแรงงานต่างด้วยให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจด้วย
สำหรับเรื่องวีซ่าที่เป็นอุปสรรคนั้น นายกฯ ได้สั่งให้กระทรวงการต่างประเทศไปแก้ไขปัญหาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนสหรัฐ
“นายกฯ ยังเน้นเรื่องของทุจริตคอร์รัปชั่นที่ไม่ใช่ทำแค่เจ้าหน้าที่ แต่ให้ทำเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ประเทศไทยจะต้องเดินหน้าโดยส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกมิติ และหากนักธุรกิจสหรัฐพบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ ก็ขอให้แจ้งเข้ามารัฐบาลจะเข้าไปจัดการทันที”
สำหรับการหารือของ พล.อ.ประยุทธ์ กับโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองไทยโดยเฉพาะกระบวนการเดินหน้าการปฏิรูป และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ภายในประเทศที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง
โทนี แบลร์ ได้กล่าวชื่นชมการเข้ามาแก้ปัญหาของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะที่ผ่านมาเข้าใจดีว่าปัญหาการเมืองไทยที่เป็นอยู่มีความสลับซับซ้อน เพราะเคยศึกษาการเมืองไทยมาก่อน จึงเข้าใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี และหวังว่าภายในปี 2558 ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นำไปสู่การเลือกตั้ง โดยยึดมั่นในหลักการมนุษยชน
โทนี แบลร์ ได้แนะนำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ภาคสาธารณสุข และภาคเกษตรกรรม เพราะประเทศไทยมีศักยภาพด้านนี้อย่างมาก







