posttoday
ถอดถอนจากตำแหน่ง

ถอดถอนจากตำแหน่ง

03 พฤศจิกายน 2557

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดปัจจุบัน เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถระดับแนวหน้าของประเทศ

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดปัจจุบัน เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถระดับแนวหน้าของประเทศ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในด้านกฎหมาย ด้านการเมือง และในด้านอื่นๆ และเป็นผู้ที่ไม่ฝักใฝ่การเมือง มีความตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ แต่กลับยังหาข้อยุติปัญหาการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โยนเผือกร้อนมาให้พิจารณาถอดถอนอดีตประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภาไม่ได้

การถอดถอน สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ นิคม ไวยรัชพานิช ซึ่งเป็นสายตรงของนายใหญ่ดูไบ ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเครือข่ายสายอำนาจของนายใหญ่ เพราะอาจจะเป็นการเริ่มต้นของการตายยกรังของพลพรรคเพื่อไทย เพราะความผิดที่ถูกถอดถอนในครั้งนี้มิใช่มีแต่เพียงประธานและรองประธานรัฐสภา 2 คนนี้เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงบรรดา สส.และ สว.สายสีแดง ที่ยกมือสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ให้มีเนื้อหาการสืบทอดอำนาจของนายใหญ่ด้วย เพราะหาก 2 ผู้นำถูกถอดถอน บริวารทั้งหลายก็คงไม่รอด

หลายท่านสงสัยกันว่า ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าการกระทำของประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาเป็นความผิด เหตุใด สนช.จึงไม่ถอดถอน ทั้งๆ ที่ชาวบ้านชาวช่องธรรมดาทั่วๆ ไปต่างทราบว่าคนเหล่านี้ได้กระทำการอันเป็นความผิด เหตุใด สนช.ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิมากมายจึงไม่อาจตกลงกันได้ว่าจะถอดถอนหรือไม่

ต้องยอมรับครับว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื่องการตีความกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องปกติในวงการของผู้ใช้กฎหมาย แม้ สนช.จะมีผู้รู้มากมาย แต่โดยธรรมชาติยิ่งรู้มากยิ่งมีความคิดหลากหลายไม่อาจหาข้อยุติได้โดยง่าย อันเป็นเรื่องปกติในทางกฎหมาย ความเห็นหลากหลายในทางกฎหมายถือเป็นสิ่งที่ดีที่จะถกเถียงกันให้ได้ข้อยุติที่ดีที่สุด ซึ่งจะต่างกับระบบของทหารที่ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา อันเป็นความจำเป็นในทางการทหารที่ต้องการความเด็ดขาด

การตีความกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญและต้องมีหลักเกณฑ์ในการตีความ หากไม่มีหลักเกณฑ์การตีความกฎหมาย กลับจะสร้างปัญหาเพราะจะเป็นการตีความตามอำเภอใจ ตีความเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง แม้ทุกวันนี้จะมีหลักเกณฑ์การตีความอยู่แล้ว แต่ทายาทศรีธนญชัยก็ยังตะแบงและแถตีความเข้าข้างตัวเองจนเป็นปัญหาตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีบัญญัติไว้ในกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 58 บัญญัติไว้ว่า เมื่อปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย วุฒิสภามีอำนาจดำเนินการถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้

พอจะสรุปได้ว่า เหตุแห่งการถอดถอนนั้นมี 3 ประการ คือ (1) มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ (2) มีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตหรือกระทำผิดต่อหน้าที่ และ (3) มีพฤติการณ์ที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

เป็นที่น่าสังเกตว่ากฎหมายใช้คำว่า พฤติการณ์ที่ส่อไปในการกระทำผิด เพียงแค่ “ส่อ” กฎหมายก็ให้ถอดถอนได้แล้ว น้ำหนักของการถอดถอนจึงเบากว่าการทำผิดอาญา ที่จะต้องรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย จึงจะลงโทษได้

ฉะนั้นการพิจารณาว่าจะเข้าเกณฑ์การถอดถอนหรือไม่ จะต้องดูว่า ป.ป.ช.อ้างเหตุเรื่องใดในการขอถอดถอน และการวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ย่อมไม่ผูกพันเรื่องอื่น เพราะอาจเป็นการถอดถอนโดยเหตุที่แตกต่างกัน

ถ้าจำไม่ผิดการถอดถอนประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภามาจากเรื่องการแก้ไขธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ประเด็นการวินิจฉัยที่ สนช.จะต้องวินิจฉัย จึงมี 2 ประเด็น คือ สนช.มีอำนาจถอดถอนหรือไม่ และถ้ามีอำนาจถอดถอน กรณีที่ ป.ป.ช.ยื่นเรื่องมา มีเหตุที่จะถอดถอนหรือไม่

อำนาจถอดถอนนั้นไม่น่าจะมีปัญหา เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ได้บัญญัติให้ สนช.ทำหน้าที่ของวุฒิสภาด้วย เมื่อกฎหมาย ป.ป.ช.บัญญัติให้วุฒิสภาเป็นผู้ถอดถอน สนช.จึงต้องทำหน้าที่วุฒิสภาในการพิจารณาถอดถอนนั่นเอง ประเด็นนี้ไม่น่าจะมีปัญหา จะเป็นปัญหาที่ยังถกเถียงกันคือประเด็นที่ว่า จะมีเหตุให้ถอดถอนตามมาตรา 58 หรือไม่

เท่าที่ทราบ ป.ป.ช.ร้องขอให้ถอดถอนประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาโดยเหตุที่มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญที่อ้างถึงนั้นคือรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีรัฐธรรมนูญให้ขัดอีกแล้ว

กรณีของ สมศักดิ์นิคม แตกต่างจากกรณีของคุณยิ่งลักษณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่กฎหมายยังบังคับใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาญา หรือกฎหมายการปฏิบัติราชการก็ตาม การทำผิดจึงยังไม่ถูกยกเลิกไป จึงไม่มีเหตุที่จะอ้างเรื่องกฎหมายถูกยกเลิกเหมือนรัฐธรรมนูญ

ถ้าข้อมูลที่ได้เป็นความจริง การขอถอดถอน สมศักดิ์นิคม แม้ สนช.จะมีอำนาจ แต่น่าจะไม่เข้าเหตุที่จะถอดถอนได้ แต่ไม่อาจอ้างเป็นบรรทัดฐานให้กับกรณีของคุณยิ่งลักษณ์ได้

อย่างไรก็ตาม กรณีการปฏิบัติผิดต่อหน้าที่ในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังมีประเด็นเรื่องของการกระทำที่ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของ สส.มืออยู่ไม่สุขของพรรคเพื่อไทยที่ชอบนำบัตรของคนอื่นมาใช้ คือ การเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน หากเทียบความผิดของคุณยิ่งลักษณ์ในกรณีที่ละเลยไม่ป้องกันจนเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตกรณีโครงการรับจำนำข้าว กับการป้องกันหรือดำเนินการเมื่อมีการกระทำผิดกรณีเสียบบัตรแทนกันและมีผู้แจ้งให้ดำเนินการแล้วแต่ทั้งสองเพิกเฉย ซึ่งน่าจะเป็นความผิดในลักษณะเดียวกันได้

และการปฏิบัติผิดหน้าที่ ยังจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษทางอาญาที่จะต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองต่อไป

มีข่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ ป.ป.ช.จะตัดสินใจคดีของคุณยิ่งลักษณ์ ที่อัยการมีความเห็นต่างกับ ป.ป.ช. หากอัยการยังไม่ส่งฟ้อง ป.ป.ช.คงต้องยื่นฟ้องเอง และจะเป็นบรรทัดฐานให้คดีที่นักการเมืองคนอื่นถูกกล่าวหาว่าทุจริตหรือกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

ขอแต่เพียง ป.ป.ช.อย่าหลงลืมคดีสำคัญๆ อันเป็นเหตุให้เกิด คสช. และขอให้เร่งรีบดำเนินการโดยเร็ว อย่าให้เสียของก็แล้วกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท