
ถอดถอน"นิคม-สมศักดิ์" การเมืองซ่อนเงื่อนใน สนช.
การเมืองสัปดาห์นี้มีเรื่องให้จับตาสำคัญอยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การแต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเมืองสัปดาห์นี้มีเรื่องให้จับตาสำคัญอยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การแต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.ยกร่างฯ รวมกัน 11 คน ในสัดส่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 4 พ.ย. หลังจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้แต่งตั้งไปแล้วจำนวน 20 คน และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่งตั้งอีก 5 คน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เท่ากับว่าในวันที่ 4 พ.ย. ทุกคนจะได้เห็นโฉมหน้าคณะ กมธ.ยกร่างฯ จำนวน 36 คนอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อได้เห็นหน้าแล้วก็คงพอจะรู้แล้วว่าเค้าลางต่อไปในอนาคตของประเทศที่อยู่ในมือคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะเป็นอย่างไร ในฐานะผู้ที่จะเขียนกฎหมายสูงสุดของประเทศใหม่
ส่วนเรื่องที่ 2 คือ การประชุม สนช.ในวันที่ 6 พ.ย. เพื่อพิจารณาคดีถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” อดีตประธานวุฒิสภา และ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เกี่ยวกับที่มาของ สว.โดยมิชอบ
การประชุมในวันดังกล่าว สนช.จะพิจารณาลงมติว่าเป็นคดีที่เป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของ สนช.ที่จะพิจารณาถอดถอน ตามข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ. 2557 หรือไม่
ทั้งนี้ หากเสียงข้างมากเห็นว่า สนช.มีอำนาจ เท่ากับว่า สนช.จะสามารถดำเนินการตามกระบวนการได้ทันที ตั้งแต่การนัดวันให้ “นิคมสมศักดิ์” ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.) มาแถลงเปิดคดี ไปจนถึงการตั้งคณะ กมธ.ของ สนช.เพื่อพิจารณาในรายละเอียดก่อนกำหนดวันลงมติว่า สนช.จะถอดถอนทั้งสองคนหรือไม่
ในทางกลับกัน ถ้าวันที่ 6 พ.ย. สนช.เสียงส่วนใหญ่สรุปว่า สนช.ไร้อำนาจ จะมีผลให้คดีนี้สิ้นสุดไป และ สนช.ไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาซ้ำได้อีก
การพิจารณาเรื่องอำนาจของ สนช.ว่าด้วยการถอดถอนในคดีนี้ เป็นเรื่องที่คาราคาซังใน สนช.มาเป็นระยะเวลานาน จนเรียกว่าเป็นแผลใจกันระหว่าง สนช.สายทหาร และ สนช.สายอดีต สว. โดยการประชุม สนช.เป็นการลับเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา สนช.ทั้งสองฝ่ายได้มีการถกเถียงกันอย่างหนักพอสมควร
ข้างฝ่าย สนช.สายทหาร นำโดย พล.อ.นพดล อินทปัญญา มองว่า สนช.ไม่สามารถรับคดีนี้ไว้พิจารณาได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ด้าน สนช.ฝ่ายอดีต สว. และนักวิชาการบางส่วนกลับมองในมุมแตกต่างกันไปว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 บัญญัติให้ สนช.มีอำนาจเทียบเท่าสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ย่อมหมายความว่า สนช.มีอำนาจพิจารณาคดีถอดถอนได้ 100% เหมือนกับวุฒิสภา
สุดท้ายปัญหาในวันนั้นก็ได้ข้อยุติแค่การเลื่อนประหนึ่งซื้อเวลาออกไป ก่อนที่จะมาตัดสินกันในวันที่ 6 พ.ย.
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในเรื่องการถอดถอน “นิคมสมศักดิ์” ไม่ได้มีเฉพาะเหตุผลทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่มีเหตุผลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
กล่าวคือ กลุ่ม สนช.สายทหารเห็นว่าหาก สนช.ไปกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยที่กฎหมายไม่ได้ระบุอำนาจหน้าที่เอาไว้ชัดเจน อาจสร้างปัญหาในอนาคตที่อาจกระทบต่อบรรยากาศทางการเมืองได้
ไม่เพียงเท่านี้ การเมืองภายใน สนช.นับวันเริ่มมีรอยร้าวปรากฏออกมามากขึ้น โดยเฉพาะกับการเลือกสมาชิก สนช.ไปดำรงตำแหน่ง กมธ.ยกร่างฯ จำนวน 5 คน เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ภายหลังปรากฏชื่อ “พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ” สมาชิก สนช. ได้ตั๋วนั่ง กมธ.ยกร่างฯ ใบสุดท้าย ปาดหน้าแซง “พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” อดีต สว.สรรหา
การลงสมัครของ พล.อ.ยอดยุทธ ได้สร้างความประหลาดใจไม่น้อย เพราะ พล.อ.ยอดยุทธ ดำรงตำแหน่งประธานคณะ กมธ.เกษตรและสหกรณ์ของ สนช. แม้ว่าคณะ กมธ.กิจการสนช. (วิป สนช.) จะไม่ได้มีข้อตกลงออกมาตายตัวว่าคนที่เป็นประธาน กมธ.ห้ามลงสมัคร แต่การที่ พล.อ.ยอดยุทธ ตัดสินใจยื่นใบสมัคร ก็ได้สร้างความสงสัยให้กับ สนช.อีกฝ่ายเช่นกัน
กลุ่ม สนช.ที่เป็นอดีต สว.สรรหา พยายามเดินสายหาเสียงให้กับ พล.อ.สมเจตน์ โดยพยายามยกผลงานในอดีตของ พล.อ.สมเจตน์ ที่ผ่านการขึ้นศาลรัฐธรรมนูญที่ต่อสู้คดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคเพื่อไทย จนสามารถยับยั้งพลังเสียงข้างมากของนักการเมืองได้ เพื่อแสดงให้สมาชิก สนช.เห็นว่า พล.อ.สมเจตน์ มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมายโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ
แต่จนแล้วจนรอดก็สู้ไม่ได้ เมื่อต้องแพ้ให้กับ พล.อ.ยอดยุทธ ซึ่งความพ่ายแพ้ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ พล.อ.ยอดยุทธ มีดีกรีเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ชัยชนะของ พล.อ.ยอดยุทธ ทำให้มีการประเมินกันภายในกลุ่ม สนช.ที่ไม่ใช่สายทหารว่า การประชุม สนช. 6 พ.ย. อาจมีมติ สนช.ที่สร้างความประหลาดใจให้เกิดขึ้น คือ การไม่รับเรื่องการถอดถอนอดีตประธานรัฐสภาและวุฒิสภาไว้พิจารณา
แม้ด้านหนึ่งการพิจารณาเรื่องถอดถอนกับการเลือก กมธ.ยกร่างฯ ของสมาชิก สนช. จะมีบริบทที่แตกต่างกันก็จริง แต่ถ้าจับสัญญาณของกลุ่มทหารใน สนช.ก่อนหน้านี้สักระยะ ก็พอจะมองเห็นได้ว่า สนช.สายทหารกำลังส่ายหัวไม่เอากับการถอดถอนในครั้งนี้
ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่าทหารคือกลุ่มเสียงข้างมากในสภา หากมีสัญญาณจากหน่วยเหนือลงมาอย่างไร ก็พร้อมจะปฏิบัติตามเพื่อให้ภารกิจลุล่วงตามนั้น
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทหารจะเดินหน้าใช้เสียงข้างมากหักด้ามพร้าด้วยเข่าเพียงอย่างเดียว เพราะเตรียมหาทางประนีประนอมไว้เช่นกัน โดย พล.อ.ยอดยุทธ จะลาออกจากตำแหน่งประธาน กมธ.เกษตรฯ และลงมติให้ สนช.รับเรื่องถอดถอนนิคมและสมศักดิ์ไว้พิจารณาก่อน จากนั้นค่อยไปลุ้นในด่านสุดท้ายว่า สนช.จะมีเสียงถึง 3 ใน 5 หรือ 132 เสียงจาก สนช.ทั้งหมด 220 คน เพื่อถอดถอนทั้งสองคนหรือไม่ต่อไป
ที่สุดแล้วไม่ว่าต้นทางของการถอดถอน สนช.สายทหารจะแสดงน้ำใจเพื่อปลอบอีกฝ่ายอย่างไร ปลายทางก็คงไม่เปลี่ยน ในเมื่อนายทหารถือตำราปรองดองเข้าสภา







