
ความไม่เป็นธรรมของระบบภาษีเงินได้
ประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงสำคัญในหลายด้าน
ประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงสำคัญในหลายด้าน สำหรับข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่กำลังถูกผลักดันออกมาจากผู้กำหนดนโยบาย ในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ การคงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ร้อยละ 20 ต่อไป การปรับสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุนของ BOI การปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SMEs ที่มีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท/ปี ให้ลดลงเหลือ 15% (จากเดิมที่จัดเก็บ 20%) เป็นต้น ข้อเสนอสำคัญในส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ การคงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีอัตราสูงสุด 35% การนำระบบ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ การปรับปรุงค่าลดหย่อนส่วนตัว เป็นต้น ทั้งนี้การคงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไว้ตามที่ได้ปรับลดลงมานั้น แม้จะเป็นที่ต้องการของผู้เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้มีรายได้จากเงินเดือน แต่อัตราภาษีที่ปรับลดมานั้นกลับซ่อนปัญหาสำคัญที่ทำให้ระบบภาษีเงินได้มีลักษณะที่ไม่เป็นธรรม และยังเอื้อประโยชน์แก่ผู้มีฐานะการเงินดี ซึ่งดูแล้วขัดกับนโยบายของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2557
ความเป็นธรรมของระบบภาษี หมายถึง ระบบภาษีต้องมีความยุติธรรม (Fairness) หรือความเสมอภาค (Equity) ทั้งนี้ตามหลักความสามารถในการเสียภาษี สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ความเสมอภาคในแนวตั้ง (Vertical Equity) และความเสมอภาคในแนวนอน (Horizontal Equity) ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้
ความเสมอภาคในแนวตั้ง กำหนดให้ผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีที่แตกต่างกัน (หรือมีระดับทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน) ควรเสียภาษีแตกต่างกัน กล่าวคือ หากวัดความสามารถในการเสียภาษีตามรายได้ของผู้เสียภาษี ผู้ที่มีรายได้ 10 ล้านบาท/ปี ควรเสียภาษีมากกว่าผู้ที่มีรายได้ 1 ล้านบาท/ปี ในขณะที่ความเสมอภาคในแนวนอน กำหนดให้ผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีที่เท่าเทียมกัน (หรือมีระดับทางเศรษฐกิจที่เท่ากัน) ควรเสียภาษีในระดับเดียวกัน กล่าวคือ ผู้ที่มีรายได้ที่มาจากเงินเดือน 1 ล้านบาท/ปี ควรเสียภาษีเท่ากันกับผู้ที่มีรายได้ที่มาจากแหล่งรายได้อื่นๆ เช่น รายได้ที่มาจากการประกอบธุรกิจ 1 ล้านบาท/ปี เป็นต้น
การปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เกิดขึ้นในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา และถูกใช้จนถึงปัจจุบัน ได้ทำให้ระบบภาษีเงินได้ของประเทศไทยไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาคของระบบภาษีทั้งในแนวตั้งและในแนวนอน กล่าวคือ ผู้ที่มีรายได้เท่าเทียมกัน (หรือมีระดับทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน) แต่มาจากแหล่งรายได้ที่แตกต่างกัน กลับเสียภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน และผู้ที่มีระดับทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของปัจจัยแรงงาน) กลับเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าผู้ที่มีระดับทางเศรษฐกิจที่สูง
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น สมมติว่า นาย ก เป็นเจ้าของปัจจัยแรงงานที่มีรายได้จากเงินเดือนทั้งหมด 10 ล้านบาท/ปี ด้วยโครงสร้างของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบัน นาย ก จะเสียอัตราภาษีขั้นสูงสุดที่อัตราร้อยละ 35 (สมมติว่าไม่คิดค่าลดหย่อนต่างๆ และคิดเพียงอัตราภาษีขั้นสูงสุดเพียงอัตราเดียว) ในกรณีนี้ นาย ก จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งสิ้น 3.5 ล้านบาท และมีรายได้หลังหักภาษีที่ 6.5 ล้านบาท
ในขณะเดียวกัน สมมติว่า นาย ข เป็นเจ้าของปัจจัยทุนที่มีรายได้เท่ากับนาย ก โดยมีกำไรจากการประกอบธุรกิจ 10 ล้านบาท ในกรณีนี้ กำไรที่ได้จะถูกเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อัตราร้อยละ 20 ซึ่งทำให้มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 8 ล้านบาท หากกำไรที่เหลือทั้งหมดในส่วนนี้ถูกจ่ายคืนแก่ นาย ข ในรูปของเงินปันผล ก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 10 (คิดเป็น 0.8 ล้านบาท) และจะทำให้นาย ข มีรายได้สุทธิหลังหักภาษีทั้งหมดอยู่ที่ 7.2 ล้านบาท (หรือเสียภาษีรวมทั้งสิ้น 2.8 ล้านบาท)
จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า นาย ก ผู้เป็นเจ้าของปัจจัยแรงงาน เสียอัตราภาษีที่แท้จริงที่ร้อยละ 35 ในขณะที่นาย ข ผู้เป็นเจ้าของปัจจัยทุน เสียอัตราภาษีที่แท้จริงที่ร้อยละ 28 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าที่นาย ก เสียภาษีถึงร้อยละ 20 กันเลยทีเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เสมอภาคในแนวนอนที่เกิดขึ้น (อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาก่อนหน้าที่จะมีการปรับลดในครั้งนี้ ผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยทุนและผู้ที่เจ้าของปัจจัยแรงงาน ต่างก็เสียอัตราภาษีที่แท้จริงสูงสุดที่ร้อยละ 37 เท่ากัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักความเสมอภาคในแนวนอน)
เมื่อเปรียบเทียบสถานะทางเศรษฐกิจของผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยแรงงานกับผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยทุน (เช่น ผู้ที่ได้รับรายได้จากกำไรในรูปแบบเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือผลได้จากทุน (Capital Gains) หากบริษัทมีนโยบายไม่จ่ายคืนกำไรในรูปแบบเงินปันผล) โดยทั่วไปแล้วผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยทุนจะมีความสามารถในการเสียภาษี (หรือระดับทางเศรษฐกิจ) สูงกว่าผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยแรงงาน ดังนั้นตามหลักความเสมอภาคในแนวตั้ง ผู้ที่มีรายได้จากการเป็นเจ้าของปัจจัยทุน อย่างเช่น นาย ข ควรเสียภาษีในระดับที่ไม่ต่ำกว่าผู้ที่มีรายได้จากแรงงาน อย่างเช่น นาย ก แต่ด้วยอัตราภาษีที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน อัตราภาษีที่แท้จริงที่นาย ข จ่ายนั้น กลับต่ำกว่าอัตราภาษีที่แท้จริงที่นาย ก จ่าย ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาคในแนวตั้งของระบบภาษี
ความไม่เสมอภาคของระบบภาษีเงินได้ยังก่อให้เกิดช่องโหว่ทางภาษี (Tax Loopholes) ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้มีฐานะการเงินดี อย่างเช่นเจ้าของปัจจัยทุน ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าของหน่วยธุรกิจสามารถเคลื่อนย้ายรายได้ที่มาจากแหล่งรายได้ที่ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงไปยังแหล่งรายได้ที่เสียภาษีในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าได้ อย่างเช่นการโอนย้ายรายได้ที่มาในรูปแบบเงินเดือนค่าจ้างไปเป็นรูปแบบอื่นๆ เช่น รายได้ในรูปแบบเงินปันผลมากขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระภาษีลงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นเจ้าของปัจจัยทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรวยในสังคม กลับมีทางเลือกมากมายในการลดภาระภาษีของตนได้ ในขณะที่ผู้ที่เป็นเจ้าปัจจัยแรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้มีรายได้น้อย มักจะมีหนทางไม่มากนักในการลดภาระภาษีของตน ดังนั้นความไม่เสมอภาคของระบบภาษีเงินได้ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนไทยทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
หากผู้กำหนดนโยบายต้องการปรับปรุงหรือปฏิรูประบบภาษีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น และไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่มีฐานะการเงินดีตามนโยบายของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงไว้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากนโยบายปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความไม่เป็นธรรม และสร้างช่องโหว่ทางภาษีที่เอื้อประโยชน์แก่คนรวย ควรได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างจริงจังเป็นอันดับแรกๆ จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง







