
ปฏิรูปการศึกษา หัวใจการพัฒนาประเทศ (2)
คนคือหัวใจของการพัฒนา
คนคือหัวใจของการพัฒนา
คนไทยมีคุณภาพ การพัฒนาประเทศก็มีคุณภาพไปด้วย
การศึกษาดี ครอบครัวดี สังคมดี ประเทศชาติก็ดีไปด้วย
การศึกษาจึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรกของการปฏิรูป
การศึกษาไทยจะดีได้ จะต้องประกอบด้วย หลักสูตรดี ครูดี นักเรียนดี มีคุณภาพและโอกาสที่เท่าเทียมกัน
การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาหลายยุคหลายสมัย
“พระบิดาแห่งการปฏิรูป” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล ทรงเห็นว่าการปฏิรูปประเทศจะทำให้สยามประเทศยืนอยู่ในสังคมโลกได้อย่างมีเกียรติ ศักดิ์ศรี และสามารถแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ต้องตกเป็นอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจที่พยายามใช้กำลังและอำนาจเข้ามายึดครอง เอารัดเอาเปรียบเรา และสูบเอาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ของประเทศเรากลับไปประเทศของเขา เมื่อเราไม่ยอมเป็นทาสใคร ก็ต้องทำให้เรามีความทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
พระองค์จึงได้เสด็จประพาสต่างประเทศ เพื่อทรงศึกษาดูงานว่าประเทศมหาอำนาจที่เจริญแล้วมีการพัฒนาอย่างไร รวมทั้งได้เจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจทุกฝ่าย และทรงส่งลูกหลานของพระองค์ไปทรงศึกษาต่อและเรียนรู้ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี เทคโนโลยี และการพัฒนาของประเทศที่เจริญแล้วให้ละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นมากขึ้น เป็นการสร้างดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศไม่ให้ใครมารังแกสยามประเทศได้ ทำให้เราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่ตกเป็นอาณานิคมของประเทศใด
นอกจากนั้น ยังเสด็จประพาสไปในตามหัวเมืองเยี่ยงสามัญชน เพื่อให้ได้เห็นสภาพที่แท้จริงถึงความเป็นอยู่และความเดือดร้อนของประชาชนด้วยพระองค์เอง การเข้าถึงเข้าใจในปัญหาความเดือดร้อนด้วยพระองค์เอง จึงนำไปสู่การวางแผนและพัฒนาประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง
ปฏิรูปประเทศพร้อมกันทุกด้านในเชิงบูรณาการเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ไม่ได้ทำแบบแยกส่วน
จะเห็นได้ว่าพระองค์ได้ทรงนำเอาสิ่งที่ทรงได้ศึกษาเรียนรู้จากประเทศที่เจริญแล้วมาบูรณาการใช้ในการบริหาร การวางแผนและการพัฒนาประเทศ ทั้งศิลปวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะการปฏิรูปแบบแยกส่วนจะทำให้เกิดปัญหามากกว่าไปแก้ปัญหา
คนเป็นหัวใจสำคัญ จึงทรงพัฒนาคนโดยการเลิกทาสและปฏิรูปการศึกษา
เพื่อให้คนไทยมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และให้คนไทยทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตัวเองในการช่วยกันพัฒนาประเทศ เพราะคนเป็นทาสไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือหรือใช้ศักยภาพอย่างเต็มกำลังความสามารถ
ทรงจัดการศึกษาแบบเป็นทางการ โดยการเปิดโรงเรียนเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพครั้งแรก
ทรงรู้ว่าโลกต้องพัฒนาไปข้างหน้าและเป็นสากล คนไทยต้องได้รับการศึกษาที่ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ จึงได้จ้างทั้งครูและผู้บริหารการศึกษาจากต่างประเทศมาช่วยพัฒนาการศึกษา จัดหลักสูตรและการเรียนการสอนร่วมกับครูไทยที่จะพัฒนาให้คนไทยเป็นคนดี มีระเบียบวินัย รู้จักหน้าที่และรับผิดชอบ มีคุณธรรม สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีความรู้ความสามารถเท่าเทียมและรู้เท่าทันชาวต่างชาติ รวมทั้งเป็นครูใหญ่บริหารสถานศึกษา สอนหนังสือและภาษาต่างประเทศ
ทรงให้ความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาและความเท่าเทียมกันของคนไทยโดยไม่แบ่งชนชั้น
จึงทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างโดยการตั้งโรงเรียนที่พระราชทานพระนามของพระบรมราชชนนีให้เป็นชื่อโรงเรียน “เทพศิรินทร์” ให้จ้างครูใหญ่และครูผู้สอนชาวต่างประเทศหลายท่าน โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นโรงเรียนที่พระบรมวงศานุวงศ์ ลูกหลานข้าราชการ และพ่อค้าประชาชนได้มีโอกาสที่จะเรียนร่วมกัน
ทรงเห็นว่าคนไทยต้องเป็นสากล สามารถติดต่อสื่อสารทำการค้าแข่งขันกับชาวต่างประเทศได้ จึงเป็นที่มาของโรงเรียนสองภาษา รวมทั้งทรงให้ตั้งโรงเรียนสวนกุหลาบอังกฤษขึ้นในโรงเรียนเทพศิรินทร์ด้วย
ครูไทยในสมัยนั้นก็มีน้อยไม่เพียงพอ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างคนไทยให้มีความรู้ความสามารถที่จะมาเป็นครูที่ดี มีพร้อมทั้งความรู้ที่ต้องสอนและจิตวิญญาณของความเป็นครู จึงทรงให้ตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูขึ้นเป็นแห่งแรกอีกด้วย
การศึกษาในสมัยนั้นทำให้ไทยมีความรู้พื้นฐานที่ดี รู้เท่าทันชาวต่างชาติ ความสามารถที่จะยืนหยัดในสังคมโลกได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี
ต่อมาในภายหลังถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษาบ้าง แต่ก็ยังยึดหลักการเดิม โดยคำนึงถึงช่วงพัฒนาการตามสภาพของอายุ ร่างกาย จิตใจของเด็ก ในแต่ละช่วงที่มีความพร้อมและพัฒนาการที่แตกต่างกัน ตั้งแต่เด็กเล็ก อนุบาล ประถม มัธยม อาชีวะ อุดมศึกษา จนเพิ่มเติมการศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาพิเศษ การศึกษานอกระบบและการศึกษาต่อเนื่อง เป็นต้น การฝึกหัดครูทั้งในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนฝึกหัดครู ล้วนแล้วแต่ได้คนเก่งที่มีความตั้งใจที่เป็นครู เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคงและมีเกียรติในสังคม มีหลักสูตรที่จัดไว้เฉพาะสำหรับครูอนุบาล ประถม มัธยม พลศึกษา สาขาวิชาเฉพาะ และการศึกษาพิเศษสำหรับสอนผู้พิการ เป็นต้น ก็จะต้องมีการฝึกอบรมทั้งวิชาความรู้ตามระดับที่นักเรียนต้องเรียนในแต่ละช่วงชั้น เทคนิคการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และจิตวิทยาการศึกษา เป็นต้น เพื่อคนที่จะไปเป็นครูเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง รวมทั้งการใช้เทคนิคการเรียนการสอน เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับพัฒนาการการเรียนรู้ พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็กที่เปลี่ยนแปลงตามการเจริญเติบโตและสิ่งแวดล้อม
หลักสูตรก็ยังเน้นความรู้หลักที่จะสร้างพื้นฐานให้นักเรียนสามารถนำไปใช้ในการต่อยอดได้อย่างมีเหตุมีผล พึ่งตนเองได้ คิดเป็นทำเป็น คิดถูกทำถูก มีคุณธรรม รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัวและสังคม ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว
การปฏิรูปการศึกษาในยุคต่อมา มีการปรับโครงสร้างการศึกษาใหม่โดยไม่คำนึงถึงหลักการเดิมและสิ่งที่ดีมีประโยชน์ที่ควรเก็บมาใช้ แต่ไปเอาแบบอย่างของต่างประเทศที่ล้มเหลวแล้วมาใช้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจการบริหารการศึกษา การจัดช่วงชั้น การบริหารและการพัฒนาบุคลากร การจัดทำหลักสูตรใหม่ที่ทำให้นักเรียนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากกว่าการพึ่งพาความรู้พื้นฐานของตัวเอง ทำให้การศึกษาและขีดความสามารถของไทยเริ่มตกต่ำมาเรื่อย
ถึงแม้ความรู้จะมีมากมายหาได้ตามเว็บไซต์ แต่ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐานที่ดี การนำมาใช้ก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีหรือไม่ดี การใช้อาจมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน หากไม่มีความรู้พื้นฐานเพียงพอ
เพราะคนที่ทำให้การศึกษาไทยล้มเหลวหลายครั้งหลายหน ไม่กล้าที่จะมองย้อนหลังไปดูว่าที่ผ่านมาทำไมการศึกษาไทยจึงล้มเหลวถึงขั้นวิกฤตแบบนี้ จึงไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร แก้ไปข้างหน้าอย่างเดียว ยิ่งแก้ยิ่งยุ่งเหมือนลิงแก้แห
บ้านเมืองแย่เพราะการศึกษาแย่ หากยิ่งแก้แบบเดิมก็ยิ่งแย่ไปใหญ่
จะรักษาโรคต้องวินิจฉัยให้รู้ต้นเหตุจึงจะรักษาหาย หากรักษาตามอาการอาจตายเร็วขึ้น
เรื่องมันยาวต้องขออนุญาตต่ออีกครั้ง







